ฎีกาที่ 2212/2515
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
กำหนดเวลาที่ให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด มิฉะนั้นจะเป็นอันขาด อายุความ นั้น เป็นบทบัญญัติสำหรับกรณีที่ผู้เสียหายจะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ฯลฯ แต่ถ้าผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์เสียก่อน จะใช้สิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลด้วยตนเองก็ย่อมกระทำได้ภายในกำหนดระยะเวลาเดียวกัน แต่เมื่อวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเป็นวันหยุด ซึ่งตามประเพณีงดเว้นการงาน ท่านให้นับวันที่เริ่มทำงานใหม่เข้าด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 161 ดังนั้น การที่ระยะเวลาที่ผู้เสียหายจะร้องทุกข์ในคดีนี้ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 24 อันเป็นวันหยุดราชการ ผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีต่อศาลในวันที่ 25 ซึ่งเป็นวันเริ่มทำงานใหม่ ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาด อายุความ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันทำสัญญาโอนขายฝากที่ดินสินสมรสของโจทก์กับภริยา โดยจำเลยทั้งสองรู้ดีว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขายฝากไม่มีกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนแล้วก็ปล่อยให้หลุดเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์เพิ่งทราบการกระทำของจำเลยเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2510ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 353 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนมูลฟ้อง ถึงวันนัด ศาลสอบถามโจทก์โจทก์แถลงว่ามิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนก่อนฟ้องคดี ศาลชั้นต้นงดการไต่สวน และในวันเดียวกันวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาด อายุความ ฟ้องร้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาด อายุความ พิพากษายก ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งหรือพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ แล้วประทับฟ้องเฉพาะข้อหาฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า พยานหลักฐานไม่พอฟังลงโทษจำเลยทั้งสองได้และเห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกำหนด 3 เดือนไป 1 วัน แม้วันสุดท้ายที่จะร้องทุกข์ได้ เป็นวันที่ 24 เป็นวันหยุดราชการ โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายก็อาจร้องทุกข์ต่อพนักงานตำรวจได้ เมื่อมิได้ร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน คดีโจทก์จึงขาด อายุความ พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามฟ้องและคดีโจทก์ไม่ขาด อายุความ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องโจทก์ขาด อายุความ แล้ว จึงไม่วินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่าฟ้องของโจทก์ขาด อายุความ หรือไม่ทางพิจารณาได้ความรับกันว่า โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2510 ระยะเวลาที่โจทก์จะร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2510 ปรากฎว่าวันที่ 22 กรกฎาคม 2510 เป็นวันเข้าปุริมพรรษาและเป็นวันเสาร์ วันที่ 23 กรกฎาคม 2510 ตรงกับวันอาทิตย์ อันเป็นวันหยุดราชการตามปกติวันที่ 24 กรกฎาคม 2510 เป็นวันหยุดราชการชดเชยวันเข้าปุริมพรรษา โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2510 จึงเกินกำหนดเวลา 3 เดือนไป 1 วัน ศาลฎีกาพิเคราะห์เห็นว่า อันกำหนดเวลาให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดมิฉะนั้นเป็นอันขาด อายุความ นั้น เป็นบทบัญญัติสำหรับกรณีที่ผู้เสียหายจะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ แต่ถ้าผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์เสียก่อนจะใช้สิทธินำคดีฟ้องต่อศาลด้วยตนเอง ก็ย่อมกระทำได้ภายในกำหนดระยะเวลาเดียวกันแต่เมื่อวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเป็นวันหยุด ซึ่งตามประเพณีงดเว้นการงาน ท่านให้นับวันที่เริ่มทำงานใหม่เข้าด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 161 ดังนั้น โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยในวันที่ 25 กรกฎาคม 2510 ได้ ฟ้องของโจทก์ไม่ขาด อายุความ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าคดีขาด อายุความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาชี้ขาดการกระทำของจำเลยทั้งสองว่าเป็นความผิดตามโจทก์ฟ้องด้วยนั้น ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยการกระทำของจำเลยว่าเป็นความผิดหรือไม่ จำเป็นต้องให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดความข้อนี้เสียก่อน พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2212/2515 นายจรูญ รักษ์เจริญ โจทก์ นายสหาก ขำวิลัย ที่ 1 นายยูซบ สุขถาวร ที่ 2 จำเลย ป.อ. ม. 95 , ม. 96 , ม. 350 ป.พ.พ. ม. 156 , ม. 161