ฎีกาที่ 2211/2514
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 (ยกเลิก) มาตรา 4
พ.ศ. 2490 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ “มัสยิด” หมายความว่า สถานที่ซึ่งอิสลามิกชนมีสิทธิใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมตามลัทธิศาสนาอิสลามในวันศุกร์เป็นปกติ
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 (ยกเลิก) มาตรา 7
พ.ศ. 2490 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 7 แต่ละมัสยิดซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ให้มีกรรมการคณะหนึ่งไม่น้อยกว่า 7 คน เรียกว่าคณะกรรมการมัสยิด มีหน้าที่จัดการทั่วไปในกิจการและทรัพย์สินของมัสยิด
ย่อสั้น
มัสยิดซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลนั้น เมื่อกรรมการมัสยิดซึ่งกฎหมายบัญญัติให้มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินของมัสยิดได้ลงมติให้ดำเนินคดีกับจำเลยซึ่งอยู่ใน ที่ดิน ของมัสยิด เจ้าหน้าที่บริหารของมัสยิดอันได้แก่อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่นก็ย่อมดำเนินการแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีในนามของมัสยิดได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมัสยิดซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เดิมนางมณี พิทักสุข เช่า ที่ดิน ของโจทก์ปลูกห้องแถว ต่อมานางมณีตายจำเลยซึ่งเป็นน้องและบุตรนางมณีไม่มีสิทธิอยู่ใน ที่ดิน ของโจทก์ต่อไป ขอให้ขับไล่ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ต่อสู้อ้างความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและ ที่ดิน และว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนบ้านและออกไปจาก ที่ดิน พร้อมบริวาร และส่งคืน ที่ดิน ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ที่ลงชื่อให้ฟ้องคดีมา 3 คนไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ผู้ที่จะฟ้องได้คือคณะกรรมการมัสยิดซึ่งมีอยู่ถึง 15 คนด้วยกัน ทั้งจะถือว่าผู้ฟ้อง 3 คนนี้ทำแทนคณะกรรมการที่ลงมติใช้มาฟ้อง ก็ยังรับฟังไม่ได้ เพราะไม่ได้ส่งหลักฐานการประชุมของคณะกรรมการนั้น หรือมีหนังสือมอบอำนาจของคณะกรรมการนั้นมาแสดงต่อศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ที่ลงนามแต่งตั้งทนายให้มาทำการฟ้องคดีนี้ในนามของมัสยิดอัสสละฟิยะฮ์ผู้เป็นโจทก์นั้น คือ นายยุทธ มั่นใจอารย์ นายสนิท เจตนาดี และนายเต็น สาโรวาท ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นอิหม่ามคอเต็บ และบิหลั่นของมัสยิดโจทก์นั้นเอง และปรากฏตามคำเบิกความของนายเต็น สาโรวาท ผู้เป็นบิหลั่นของมัสยิดโจทก์เบิกความต่อศาลว่ากรรมการของมัสยิดโจทก์ได้ลงมติให้ฟ้องคดีนี้ด้วยแล้ว จึงได้ดำเนินการฟ้องจำเลยต่อศาล ซึ่งศาลล่างได้ฟังมาแล้วว่าคณะกรรมการมัสยิดโจทก์ลงมติให้ดำเนินการฟ้องคดีดังที่ทนายโจทก์ได้ทำการฟ้องคดีนี้ให้แล้ว กรณีจึงหามีความจำเป็นที่จะต้องส่งหลักฐานการประชุมของคณะกรรมการมัสยิดหรือมีหนังสือมอบอำนาจของคณะกรรมการมาแสดงต่อศาลเสียก่อนด้วย ดังที่จำเลยยกขึ้นคัดค้านนั้นไม่ และตามพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 มาตรา 7 ได้บัญญัติว่า กรรมการมัสยิดมีหน้าที่จัดการทรัพย์สินของมัสยิดซึ่งการฟ้องคดีนี้ก็เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในการจัดการทรัพย์สินของมัสยิดนั้นเอง เมื่อกรรมการมัสยิดลงมติให้ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้วเจ้าหน้าที่บริหารของมัสยิดอันได้แก่อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่นก็ย่อมดำเนินการแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีในนามของมัสยิดโจทก์ได้ ปัญหาเรื่องว่าลำพังตัวบุคคลผู้เป็นอิหม่ามและคอเต็บกับ บิหลั่นจะฟ้องคดีเองได้หรือไม่เป็นอันไม่ต้องวินิจฉัยในที่นี้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2514 มัสยิดอัสสละฟียะฮ์ โดยนายยุทธ (หะยีมัสอู๊ด) มั่นใจอารย์ อีหม่าม โจทก์ นายสนิท เจตนาดี คอเต็บ นายเต็น สาโรวาท มิหลั่น โจทก์ นางจำเริญ พิทักสุข ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย ป.พ.พ. ม. 68 , ม. 75 , ม. 77 ป.วิ.พ. ม. 55 พ.ร.บ.มัสยิดอิสลาม พ.ศ.2490 ม. 4 , ม. 6 , ม. 7