ฎีกาที่ 1406/2513
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
การตั้งผู้จัดการ มรดก ของอิสลามศาสนิกก็เพื่อจะให้ผู้นั้นเข้าไปมีอำนาจหน้าที่จัดการรวบรวมและแบ่งทรัพย์สินของผู้ตายให้เป็นไปตามกฎหมายอิสลาม ฉะนั้น คดีพิพาทกันเกี่ยวกับเรื่องตั้งผู้จัดการ มรดก นับได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่อง มรดก คดีชนิดนี้จึงตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานีนราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 มาตรา 3 และตามมาตรา 4แห่งพระราชบัญญัตินั้นให้มีดะโต๊ะยุติธรรมหนึ่งนายนั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษา แต่เนื่องจากดะโต๊ะยุติธรรมประจำศาลยื่นคำร้องขอถอนตัวเพราะเป็นญาติกับโจทก์จำเลย และเคยเป็นผู้จัดการ มรดก รายนี้มาแล้วโจทก์จำเลยจึงได้ตกลงเลือกนายอำนวยซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกปฏิบัติหน้าที่แทนดะโต๊ะยุติธรรมเฉพาะคดีตามมาตรา 5 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคดีโดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมนั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษาจึงเป็นการชอบ
ย่อยาว
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของขุนศรีตุลาการ ผู้คัดค้านคัดค้านว่าผู้ร้องทั้งสามไม่สมควรเป็นผู้จัดการ มรดก เพื่อสะดวกแก่การพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นเรียกผู้ร้องว่าโจทก์เรียกผู้คัดค้านว่าจำเลย ก่อนสืบพยานของคู่ความ ศาลชั้นต้นได้สอบถามโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่าคดีตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ทั้งสามเป็นผู้จัดการ มรดก ผู้ตายให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านเสีย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่าคดีที่โจทก์ร้องขอเป็นผู้จัดการ มรดก นี้ ใช้คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่อง มรดก ซึ่งจะต้องมีดะโต๊ะยุติธรรมนั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษาหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 มาตรา 3 และ 4 ถ้าโจทก์และจำเลยเป็นอิสลามพิพาทกันเกี่ยวด้วยเรื่อง มรดก อิสลามศาสนิกซึ่งศาลจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดแล้วให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วย มรดก บังคับแทนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้มีดะโต๊ะยุติธรรมหนึ่งนายนั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษา คดีนี้ คู่ความมิได้โต้เถียงกันว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ใช่อิสลามศาสนิกและทั้งสองฝ่ายเป็นอิสลามศาสนิกในเขตศาลจังหวัดปัตตานี การตั้งผู้จัดการ มรดก ก็เพื่อจะให้ผู้นั้นเข้าไปมีอำนาจหน้าที่จัดการรวบรวมและแบ่งทรัพย์สินของผู้ตายให้เป็นไปตามกฎหมายอิสลาม ฉะนั้น คดีพิพาทกันเกี่ยวกับเรื่องตั้งผู้จัดการ มรดก นับได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่อง มรดก คดีชนิดนี้จึงตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 มาตรา 3และตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัตินั้น ให้มีดะโต๊ะยุติธรรมหนึ่งนายนั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษา แต่เนื่องจากดะโต๊ะยุติธรรมประจำศาลยื่นคำร้องขอถอนตัวเพราะเป็นญาติกับโจทก์จำเลยและเคยเป็นผู้จัดการ มรดก รายนี้มาแล้ว โจทก์จำเลยจึงได้ตกลงเลือกนายอำนวย โชคบำรุง ซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกปฏิบัติหน้าที่แทนดะโต๊ะยุติธรรมเฉพาะคดี ตามมาตรา 5 วรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคดี โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมนั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษา จึงเป็นการชอบ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1406/2513 นายอับดุลเราะห์มาน มณีวรรณ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน โจทก์ นายเฉลิม(แวยูโซ๊ะ) ศรีตุลาการ จำเลย ป.พ.พ. ม. 1711 ป.วิ.พ. ม. 55 , ม. 188 พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ม. 3 , ม. 455