ฎีกาที่ 1728-1729/2513
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ผู้ว่าราชการจังหวัดทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ทำการตัดฟันไม้ต่าง ๆ ที่ดิน ที่โจทก์ได้รับอนุญาตมิใช่ของเอกชน สัญญาการทำไม้ได้กำหนดขอบเขตหมวดและแปลงตัดฟันไม้ กำหนดเนื้อที่และกำหนดเวลาให้ทำการตัดฟันไม้ ส่วนใบอนุญาตก็ระบุชนิดไม้ ขนาดจำกัดและปริมาตรของไม้ อัตราค่าภาคหลวงต่อลูกบาศก์และค่าบำรุงป่า ฯลฯ ดังนี้ เห็นได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ให้อนุญาตเพียงแต่ยอมให้โจทก์ผู้รับอนุญาตมีสิทธิทำการตัดฟันไม้ใน ที่ดิน ป่าเลน ชนิดของไม้ที่จะทำการตัดฟันก็ดี กำหนดเวลาที่จะทำการตัดฟันในแต่ละแปลงก็ดี มีข้อจำกัดไว้แน่นอนที่ผู้รับอนุญาตจะต้องปฏิบัติ นอกจากนี้ข้อสัญญายังกำหนดให้ผู้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการทำไม้ทุกประการ ถ้ากระทำผิดสัญญาและถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ให้อนุญาตเห็นสมควร จะเลิกสัญญานี้เสียก็ได้โดยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้รับอนุญาตแต่อย่างใด ดังนี้ แสดงให้เห็นชัดว่าสัญญาการทำไม้ ฯลฯนี้เป็นแต่เพียงการให้สิทธิโจทก์เข้าไปตัดฟันเอาไม้เท่านั้น การที่โจทก์ทั้งสองสำนวนผู้รับอนุญาตตามสัญญาเข้าไปทำการตัดฟันไม้ จึงหาเป็นการ 'ครอบครองอยู่ใน' ที่ดิน ป่าเลนตามความในมาตรา 1 แห่งพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ไม่ โจทก์ทั้งสองสำนวนจึงมิได้เป็น 'เจ้าของ ที่ดิน ' ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้ โจทก์ก็ไม่มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ตามมาตรา 7และบทบัญญัติในเรื่องอุทธรณ์การประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ก็ไม่เป็นบทบังคับแก่โจทก์ โจทก์ย่อมใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ได้
ย่อยาว
คดีสองสำนวนนี้ ศาลล่างพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ทั้งสองสำนวนยื่นฟ้องมีใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองได้ตัดฟันเอาไม้ในป่าเลนตามที่ได้รับอนุญาต ในการที่โจทก์ตัดฟันไม้ดังกล่าวนี้ โจทก์ได้เข้าประมูลซื้อไม้ ต้องวางเงินประกันความผิดตามสัญญา ต้องเสียเงินค่าภาคหลวง และต้องเสียเงินค่าบำรุงป่า โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดให้ตัดฟันเอาไม้บางชนิดเท่านั้นไม่ได้ถือสิทธิปกครองดูแลหรือถือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ นายอำเภอเมืองพังงาได้แจ้งให้โจทก์เสียภาษีบำรุงท้องที่ป่าไม้เลนดังกล่าว โดยอ้างว่าโจทก์ได้ครอบครองถือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของป่าไม้เลน จำเลยซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่เป็นนายอำเภอเมืองพังงาได้ประกาศยึดที่นาของโจทก์สำนวนแรก 1 แปลงเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ของโจทก์สำนวนหลัง 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ เพื่อจะนำมาขายทอดตลาดเอาเงินชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ป่าไม้เลนดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิหรืออำนาจตามกฎหมายเรียกร้องให้โจทก์เสียภาษีบำรุงท้องที่ป่าไม้เลนรายนี้ และไม่มีสิทธิยึดที่นาของโจทก์มาขายทอดตลาด ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ไม่ได้ถือสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของป่าไม้เลนตามฟ้องและไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายให้จำเลยถอนการยึดที่นาของโจทก์ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การมีใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมาย หากโจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีไม่ถูกต้องโจทก์ก็ชอบที่จะอุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 โดยยื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานประเมิน ตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน แต่โจทก์มิได้ปฏิบัติเช่นนั้น จึงเป็นการใช้สิทธิโดยมิชอบ ในวันชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับกันว่า โจทก์ทั้งสองสำนวนได้รับแจ้งการประเมินภาษีบำรุงท้องที่รายนี้จากเจ้าพนักงานประเมินตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2509 โจทก์ทั้งสองสำนวนมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยานแล้วมีคำพิพากษาว่าถ้าโจทก์เห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง โจทก์ก็มีสิทธิอุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดโจทก์ทั้งสองสำนวนจึงไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาล ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาได้ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองสำนวนทำการตัดฟันไม้ต่าง ๆ ตามใบอนุญาตปรากฏตามสัญญาการทำไม้ป่าโครงการป่าเลน จังหวัดพังงา ที่ดิน ป่าเลนที่โจทก์ทั้งสองสำนวนได้รับอนุญาตให้ทำการตัดฟันไม้ตามสัญญาดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็น ที่ดิน ที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนสัญญาการทำไม้ ฯลฯ ได้กำหนดขอบเขตหมวดและแปลงตัดฟันไม้กำหนดเนื้อที่และกำหนดเวลาให้ทำการตัดฟันไม้ได้ 5 ปี ส่วนใบอนุญาตก็ระบุชนิดไม้ ขนาดจำกัด และปริมาตรของไม้ อัตราค่าภาคหลวงต่อลูกบาศก์เมตรของไม้ และค่าบำรุงป่าอีก 1 เท่า ค่าภาคหลวงที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ และข้อกำหนดอนุญาตให้ทำไม้ได้ปีละ 1 แปลง ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อได้พิเคราะห์ข้อความในสัญญาและข้อความในใบอนุญาต เห็นได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ผู้ให้อนุญาตเพียงแต่ยอมให้โจทก์ผู้รับอนุญาตมีสิทธิทำการตัดฟันไม้ใน ที่ดิน ป่าเลน ชนิดของไม้ที่จะทำการตัดฟันก็ดี กำหนดเวลาที่จะทำการตัดฟันในแต่ละแปลงก็ดีมีข้อจำกัดไว้แน่นอน ที่ผู้รับอนุญาตจะต้องปฏิบัติ นอกจากนี้ข้อสัญญายังกำหนดให้ผู้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการทำไม้ทุกประการ ถ้ากระทำผิดสัญญาและถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาผู้ให้อนุญาตเห็นสมควรจะเลิกสัญญานี้เสียก็ได้ โดยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้รับอนุญาตแต่อย่างใด ดังนี้ แสดงให้เห็นชัดว่า สัญญาการทำไม้ ฯลฯนี้เป็นแต่เพียงการให้สิทธิโจทก์เข้าไปตัดฟันเอาไม้เท่านั้น การที่โจทก์ทั้งสองสำนวนผู้รับอนุญาตตามสัญญาเข้าไปทำการตัดฟันไม้จึงหาเป็นการ"ครอบครองอยู่ใน" ที่ดิน ป่าเลนตามความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ไม่ โจทก์ทั้งสองสำนวนจึงมิได้เป็น "เจ้าของ ที่ดิน "ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้ โจทก์ก็ไม่มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ตามมาตรา 7 และบทบัญญัติในเรื่องอุทธรณ์การประเมินภาษีบำรุงท้องที่ก็ไม่เป็นบทบังคับแก่โจทก์ โจทก์ย่อมใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า โจทก์ทั้งสองสำนวนไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ในกรณีนี้ ให้จำเลยถอนการยึดที่นาของโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1728 - 1729/2513 นางมิ่น สุขศิริ โจทก์ นายอำเภอเมืองพังงา โดยนายไสว วิทยา จำเลย นางสอางค์ รักษา โจทก์ นายอำเภอเมืองพังงา โดยนายไสว วิทยา จำเลย ป.วิ.พ. ม. 55 ป.พ.พ. ม. 1367 พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ม. 6 , ม. 7 , ม. 41 , ม. 49 , ม. 52