ฎีกาที่ 1065/2513
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์เคยฟ้องจำเลยตามสำนวนคดีแพ่งแดงที่ 328/2507 ของศาลจังหวัดว่าจำเลยทำสัญญา จำนอง ทรัพย์ไว้กับโจทก์(สัญญาฉบับเดียวกับที่ฟ้องคดีนี้) ขอให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระเฉพาะ2 เดือน 5,000 บาท โดยไม่ได้ฟ้องขอบังคับ จำนอง จำเลยให้การในคดีนั้นว่า สัญญา จำนอง เป็นโมฆะ แต่ไม่ได้ยกข้อต่อสู้ว่าทรัพย์หมายเลข 2 ถึงเลข 7 จำนอง กันไม่ได้ดังคำให้การในคดีนี้ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับ จำนอง ตามสัญญา จำนอง ฉบับเดียวกับคดีก่อน ศาลชั้นต้นสั่งงดรอคดีนี้ไว้ฟังผลของคดีก่อน ในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาคดีก่อนว่า โจทก์จำเลยไปจดทะเบียนนิติกรรม จำนอง ด้วยกันการกล่าวอ้างและข้อนำสืบของจำเลยไม่น่าเชื่อฟัง พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ย 5,000 บาท ดังนี้ในคดีก่อนไม่มีประเด็นว่า ทรัพย์รายใด จำนอง กันได้หรือไม่ได้ตามกฎหมาย เพราะมิใช่คดีฟ้องบังคับ จำนอง ศาลฎีกาจึงชี้ขาดคดีก่อนเพียงในประเด็นว่า จำเลยได้ทำสัญญา จำนอง โดยจดทะเบียนนิติกรรมไว้จริง ไม่ได้ชี้ขาดไปถึงว่า ทรัพย์ที่ระบุไว้ในสัญญา จำนอง รายการใด จำนอง กันได้หรือไม่ได้ แต่ในคดีนี้จำเลยได้ต่อสู้ด้วยว่า ทรัพย์หมายเลข 2 ถึงเลข 7 ไม่เป็นทรัพย์ที่อาจ จำนอง ได้ ศาลจึงต้องชี้ขาดในประเด็นนี้อีก ไม่เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน เครื่องผสมอาหาร เรือยนต์ (ไม่ปรากฏระวางบรรทุก)เรือลำเลียงขนาด 2 ตัน เครื่องบดอาหาร รถยนต์บรรทุกและตู้ฟักไข่ไม่มีกฎหมายใดให้จดทะเบียนได้เฉพาะการ และไม่เป็นทรัพย์ที่จะ จำนอง ได้ เมื่อคำขอท้ายฟ้องอุทธรณ์มากเกินกว่าที่จะได้ ศาลก็พิพากษาให้เท่าที่กล่าวในฟ้องได้ ไม่เป็นฟ้องอุทธรณ์เคลือบคลุม
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสอง จำนอง โรงเรือนและทรัพย์สินอื่นไว้กับโจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พ้นระยะเวลา จำนอง แล้วค้างดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 95,000 บาท ชำระ 5,000 บาทไว้ตามสำนวนคดีแพ่งแดงที่ 328/2507 คดีอยู่ระหว่างฎีกา จำเลยจึงคงค้างดอกเบี้ย 90,000 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับ จำนอง แล้ว จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการบังคับ จำนอง 12,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยนำเงิน290,000 บาท กับค่าสินไหมทดแทน 12,000 บาท ไถ่ถอน จำนอง ให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในต้นเงิน 200,000 บาท ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะไถ่ถอน ถ้าจำเลยไม่ไถ่ถอนการ จำนอง ให้เอาทรัพย์สิน จำนอง ขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ จำเลยทั้งสองให้การว่า ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2505 จำเลยไปทำสัญญาจะ จำนอง ทรัพย์ 200,000 บาทไว้กับโจทก์ที่อำเภอแต่ยังไม่ได้จดทะเบียน โดยจำเลยขอให้ระงับไว้เพราะโจทก์ยังไม่มีเงิน 200,000 บาท มาให้จำเลย ได้ตกลงกันให้เอาเอกสารต่าง ๆ ที่ทำมาแล้วฝากเจ้าหน้าที่อำเภอไว้ก่อน ครั้นวันรุ่งขึ้นโจทก์เอาเอกสารสัญญาที่ทำกันไว้มาบ้านจำเลยปรากฏว่าสัญญา จำนอง ได้รับการจดทะเบียนแล้วในวันที่ 25 นั้นเอง โดยโจทก์ไม่ได้นำเงินค่า จำนอง 200,000 บาท มาให้จำเลย ทรัพย์ตามสัญญา จำนอง อันดับ 2 ถึง 7 เป็นสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่อาจ จำนอง ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองนำเงิน 290,000 บาท ไถ่ถอนการ จำนอง ให้จำเลยทั้งสองเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน200,000 บาท ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะไถ่ถอนเสร็จ หากไม่อาจไถ่ถอนการ จำนอง ได้ ก็ให้เอาทรัพย์ จำนอง ขายทอดตลาดมาชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า ทรัพย์สินตามบัญชีต่อท้ายสัญญา จำนอง เลขที่ 2 ถึงเลขที่ 7 ไม่ตกอยู่ในข่ายแห่งสัญญา จำนอง จะเอาเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินส่วนนี้ชำระหนี้ให้โจทก์ก่อนเจ้าหนี้สามัญไม่ได้ โจทก์ฎีกา ได้ความว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญา จำนอง ทรัพย์ 8 รายการไว้กับโจทก์ สำหรับทรัพย์หมายเลข 2 ถึง 7 เป็นสังหาริมทรัพย์คือ เครื่องผสมอาหาร เรือยนต์ 1 ลำ (ไม่ปรากฏระวางบรรทุก) เรือลำเลียงขนาด 2 ตัน 1 ลำ เครื่องบดอาหาร รถยนต์บรรทุก 2 คัน และตู้ฟักไข่ คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่าโจทก์จะบังคับ จำนอง จากสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ได้หรือไม่ คดีได้ความว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยตามสำนวนคดีแพ่งแดงที่ 328/2507 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่าจำเลยทำสัญญา จำนอง ทรัพย์ไว้กับโจทก์ (สัญญาฉบับเดียวกับที่ฟ้องคดีนี้) ขอให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระเฉพาะ 2 เดือน 5,000 บาท โดยไม่ได้ฟ้องขอบังคับ จำนอง จำเลยให้การในคดีนั้นว่า การจดทะเบียนสัญญา จำนอง ทำไปโดยจำเลยไม่รู้เห็นด้วย สัญญา จำนอง เป็นโมฆะ ทำนองเดียวกับที่ให้การต่อสู้ในคดีนี้ แต่ไม่ได้ยกข้อต่อสู้ว่าทรัพย์หมายเลข 2 ถึงเลข 7 จำนอง กันไม่ได้ดังคำให้การในคดีนี้ ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับ จำนอง ตามสัญญา จำนอง ฉบับเดียวกับคดีก่อน ศาลชั้นต้นสั่งงดรอคดีนี้ไว้ฟังผลของคดีก่อนในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาคดีก่อนว่า โจทก์จำเลยไปจดทะเบียนนิติกรรม จำนอง ด้วยกัน การกล่าวอ้างและข้อนำสืบของจำเลยไม่น่าเชื่อฟังพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ย 5,000 บาท ในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีก่อนมีประเด็นตามที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานไว้ว่า 1. สัญญา จำนอง ที่เป็นมูลให้เรียกดอกเบี้ยสมบูรณ์หรือไม่ 2. หากสมบูรณ์จำเลยได้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหรือไม่ ไม่มีประเด็นไปถึงว่าทรัพย์รายใด จำนอง กันได้หรือ จำนอง กันไม่ได้ตามกฎหมาย เพราะไม่ใช่คดีฟ้องบังคับ จำนอง ศาลฎีกาจึงชี้ขาดคดีก่อนเพียงในประเด็นว่าจำเลยได้ทำสัญญา จำนอง โดยจดทะเบียนนิติกรรมไว้จริง ศาลฎีกาไม่ได้ชี้ขาดไปถึงว่าทรัพย์ที่ระบุไว้ในสัญญา จำนอง รายการใด จำนอง กันได้หรือไม่ได้ แต่ในคดีนี้นอกจากจำเลยจะต่อสู้ว่า การจดทะเบียนสัญญา จำนอง ทำไปโดยจำเลยไม่รู้เห็นด้วยแล้ว จำเลยยังต่อสู้ว่าทรัพย์หมายเลข 2 ถึงเลข 7 ไม่เป็นทรัพย์ที่อาจจะ จำนอง ได้ ศาลจึงต้องชี้ขาดในประเด็นนี้อีก หาใช่เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนไม่ สังหาริมทรัพย์หมายเลข 2 ถึงเลข 7 ดังกล่าวแล้ว ไม่มีกฎหมายใดให้จดทะเบียนได้เฉพาะการ และไม่เป็นทรัพย์ที่จะ จำนอง ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 703 จึงต้องถือว่าเป็นทรัพย์ที่ จำนอง ไม่ได้ ฎีกาโจทก์อีกข้อหนึ่งมีว่า จำเลยฟ้องอุทธรณ์คัดค้านทรัพย์บางรายการ แต่คำขอท้ายฟ้องอุทธรณ์กลับขอให้ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า เมื่อคำขอท้ายฟ้องมากเกินกว่าที่จะได้ ศาลก็พิพากษาให้เท่าที่กล่าวในฟ้องได้ หาเป็นฟ้องอุทธรณ์ที่เคลือบคลุมไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1065/2513 นายฮิมเกียง แซ่กิม โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุภากร โดยนายสมพงษ์ ภู่เรือหงษ์ จำเลย ผู้จัดการ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย ป.พ.พ. ม. 703 , ม. 728 ป.วิ.พ. ม. 143 , ม. 172 , ม. 183 , ม. 225