ฎีกาที่ 914-927/2513
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์เอา ประกันภัย ไว้กับจำเลย ข้อสัญญาในกรมธรรม์ ประกันภัย มีว่า ผู้เอา ประกันภัย ต้องแจ้งให้จำเลยทราบถึงการประกันซึ่งได้มีไว้แล้ว หรือซึ่งจะมีขึ้นภายหลังในทรัพย์สินซึ่งเอาประกันรายนี้ และเว้นไว้แต่จะได้มีการแจ้งดังกล่าว และจำเลยหรือผู้แทนได้บันทึกหรือสลักหลังไว้ซึ่งรายการเอาประกันนั้นไว้ในกรมธรรม์ฉบับนี้ก่อนเกิดความพินาศหรือความเสียหาย มิฉะนั้นผลประโยชน์ซึ่งจะได้รับตามกรมธรรม์ฉบับนี้เป็นอันล้มล้างไป ดังนี้ เมื่อโจทก์นำเอาทรัพย์สินที่เอาประกันไว้กับจำเลยนั้นไปเอา ประกันภัย ไว้กับผู้อื่นเพิ่มขึ้นอีก และแจ้งให้จำเลยทราบเท่านั้น แต่ไม่ได้ไปติดต่อกับจำเลยเพื่อสลักหลังกรมธรรม์ซึ่งรายการ ประกันภัย เพิ่ม การไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้ง 2 ประการในกรมธรรม์ ย่อมมีผลทำให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดตามที่ได้ตกลงกันไว้หาจำต้องให้จำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์เสียก่อนไม่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ได้เอาทรัพย์สินของโจทก์ ประกันภัย ไว้กับจำเลยกำหนดกรณีวินาศภัย เพลิงไหม้หรือฟ้าผ่า จำเลยจะต้องใช้ราคาทรัพย์สินตามจำนวนเงินที่เอา ประกันภัย ไว้เป็นราย ๆ ไป ต่อมาในระหว่างอายุสัญญา ประกันภัย ได้เกิดเพลิงไหม้โรงสี เครื่องอุปกรณ์ และวัสดุที่โจทก์เอา ประกันภัย ไว้ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทราบเพื่อให้รับผิดตามกรมธรรม์ ประกันภัย แล้วจำเลยสำนวนที่ 1 เฉยเสีย จำเลยนอกนั้นปฏิเสธความรับผิด ขอให้บังคับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่เอา ประกันภัย ไว้ พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยทุกสำนวนให้การต่อสู้คดี คำให้การที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายมาสู่ศาลฎีกาในครั้งนี้คือ บริษัทไทยพาณิชย์ ประกันภัย จำกัด และบริษัทเฉลิมนคร ประกันภัย จำกัด จำเลยให้การว่า ตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ ประกันภัย จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ประกันภัย ในระหว่างอายุสัญญาได้ และโจทก์จะเอาทรัพย์สินที่ ประกันภัย ไว้ไป ประกันภัย กับบุคคลอื่น จะต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อน และจำเลยได้บันทึกหรือสลักหลังกรมธรรม์ไว้ มิฉะนั้นจำเลยพ้นความผูกพันตามสัญญา ประกันภัย ในระหว่างอายุสัญญา ประกันภัย โจทก์ได้แจ้งว่าจะเอาทรัพย์สินที่จำเลยรับประกันไว้ไปประกันแก่บริษัทอื่นอีก 11 บริษัท เมื่อจำเลยทราบก็ได้ติดต่อกับผู้รับประโยชน์ ไม่ยอมรับประกันต่อไป ขอถอนเสียและต่อมาก็ได้มีหนังสือแจ้งไปให้ผู้รับประโยชน์ทราบอีกชั้นหนึ่งที่โจทก์เอา ประกันภัย แก่บริษัทอื่นนั้น ไม่ได้มีการบันทึกหรือสลักหลังกรมธรรม์ ประกันภัย ตามเงื่อนไข ทั้งเมื่อแจ้งมานั้น โจทก์ได้เอา ประกันภัย แก่บริษัทอื่นไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ จำเลยย่อมหลุดพ้นจากความผูกพันตามสัญญา ประกันภัย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องบังคับจำเลย ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่น พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย (ฎีกาที่ 616-629/2509 ย่อข้อกฎหมายไว้แล้ว) แล้วพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงและพิพากษาใหม่โดยเห็นว่ายังมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอีก 4 ข้อ และข้อ 4 มีประเด็นว่า บริษัทเฉลิมนคร ประกันภัย จำกัด และบริษัทไทยพาณิชย์ ประกันภัย จำกัด จำเลยได้บอกเลิกสัญญากับโจทก์แล้ว หรือว่ายังต้องรับผิดตามสัญญา ประกันภัย อยู่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทุกสำนวนชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นจำนวนต่าง ๆ กัน จำเลยสำนวนที่ 1 ไม่อุทธรณ์ โจทก์กับจำเลยสำนวนอื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ โดยเฉพาะคดีที่บริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ ประกันภัย จำกัด บริษัทเฉลิมนคร ประกันภัย จำกัด และบริษัทไทยพาณิชย์ ประกันภัย จำกัด เป็นจำเลย ศาลอุทธรณ์แก้เป็นให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา และจำเลยเพียง 10 สำนวนก็ฎีกา ประเด็นข้อ 4 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าบริษัทเฉลิมนคร ประกันภัย จำกัด และบริษัทไทยพาณิชย์ ประกันภัย จำกัด จำเลย ได้บอกเลิกสัญญากับโจทก์แล้ว หรือว่ายังต้องรับผิดตามสัญญา ประกันภัย อยู่ ศาลฎีกาฟังว่า โจทก์ได้เอาโรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง มีอาคารตัวโรงสีที่ทำการบริษัท และบ้านพักคนงาน กับเครื่องจักร ประกันภัย ไว้กับบริษัทเฉลิมนคร ประกันภัย จำกัด และบริษัทไทยพาณิชย์ ประกันภัย จำกัด มีกำหนด 1 ปี นับแต่ 16 มีนาคม 2499 ถึง 16 มีนาคม 2500 กำหนดให้ธนาคารอุตสาหกรรมโจทก์ร่วมเป็นผู้รับประโยชน์ ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2500 โจทก์ได้นำโรงสีและเครื่องจักรดังกล่าวไปทำสัญญา ประกันภัย เพิ่มกับบริษัท ประกันภัย อื่นอีก 8 บริษัท และในเดือนกุมภาพันธ์ 2500 โจทก์ได้นำเอาโรงสีและเครื่องจักรนั้นไป ประกันภัย เพิ่มกับบริษัทอื่นอีก 2 บริษัท นอกจากโรงสีและเครื่องจักรแล้ว โจทก์ได้เอาข้าวเปลือกข้าวสารและรำไป ประกันภัย ไว้กับบริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ ประกันภัย จำกัด ด้วยโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2500 แจ้งให้บริษัทเฉลิมนคร ประกันภัย จำกัด จำเลย และบริษัทไทยพาณิชย์ ประกันภัย จำกัด จำเลยทราบเรื่องที่โจทก์เอา ประกันภัย เพิ่มแก่บริษัท 11 บริษัทดังกล่าวนั้น แต่โจทก์ไม่ได้ไปติดต่อกับบริษัทเฉลิมนครฯ จำเลย และบริษัทไทยพาณิชย์ฯ จำเลย เพื่อสลักหลังกรมธรรม์สำหรับการประกันเพิ่ม เนื่องจากข้อสัญญาในกรมธรรม์ ประกันภัย ข้อ 2 ของบริษัทเฉลิมนครฯ และบริษัทไทยพาณิชย์ฯ ซึ่งโจทก์เอา ประกันภัย มีข้อความตามคำแปลว่า "ผู้เอา ประกันภัย ต้องแจ้งให้บริษัททราบถึงการประกันซึ่งได้มีไว้แล้วหรือซึ่งจะมีขึ้นภายหลัง ในทรัพย์สินซึ่งเอาประกันรายนี้ และเว้นไว้แต่จะได้มีการแจ้งดังกล่าว และบริษัทหรือผู้แทนได้บันทึกหรือสลักหลังไว้ซึ่งรายการเอาประกันนั้นไว้ในกรมธรรม์ฉบับนี้ ก่อนเกิดความพินาศหรือความเสียหาย (มิฉะนั้น) ผลประโยชน์ซึ่งจะได้รับตามกรมธรรม์ฉบับนี้เป็นอันล้มล้างไป" ศาลฎีกาเห็นว่าเงื่อนไขในกรมธรรม์ ประกันภัย ข้อ 2 คู่สัญญาตกลงกันไว้ชัดแจ้งแล้ว การที่โจทก์จะนำเอาโรงสีและเครื่องจักรไป ประกันภัย เพิ่ม จะต้องแจ้งให้บริษัทจำเลยทั้งสองนี้ทราบประการหนึ่งกับจะต้องให้บริษัทจำเลยหรือผู้แทนบันทึกหรือสลักหลังซึ่งรายการที่เอา ประกันภัย เพิ่มไว้ในกรมธรรม์ด้วยอีกประการหนึ่ง การไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้ง 2 ประการในกรมธรรม์ข้อนี้ย่อมมีผลทำให้บริษัทจำเลยทั้งสองหลุดพ้นความรับผิดตามที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้า หาจำต้องให้บริษัทจำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์ผู้เอา ประกันภัย เสียก่อนไม่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าบริษัทเฉลิมนคร ประกันภัย จำกัด จำเลย และบริษัทไทยพาณิชย์ ประกันภัย จำกัด จำเลยไม่ต้องรับผิด เพราะบริษัททั้งสองยังไม่ได้บันทึกหรือสลักหลังซึ่งรายการเอาประกันเพิ่มไว้ในกรมธรรม์ ประกันภัย ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914 - 927/2513 บริษัทสหราษฎร์ จำกัด โจทก์ บริษัททวีผล ประกันภัย จำกัด กับ บริษัท ประกันภัย อื่น รวม 14 สำนวน จำเลย โจทก์ร่วมสำนวนที่ 1 จำเลย นายสำอางค์ เกษมประดิษฐ์ จำเลย โจทก์ร่วมสำนวนที่ 13, 14 จำเลย ธนาคารอุตสาหกรรม จำเลย ป.พ.พ. ม. 145 วรรคสอง , ม. 386 , ม. 861 , ม. 870