ฎีกาที่ 433/2513
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 894 ผู้เอา ประกันภัย ชอบที่จะบอกเลิกสัญญา ประกันภัย ในเวลาใด ๆ ก็ได้ ด้วยการงดส่งเบี้ย ประกันภัย ต่อไป ถ้าและได้ส่งเบี้ย ประกันภัย มาแล้วอย่างน้อยสามปี ผู้เอา ประกันภัย ชอบที่จะได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ ประกันภัย หรือรับกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จจากผู้รับ ประกันภัย เมื่อผู้เอา ประกันภัย งดส่งเบี้ย ประกันภัย ก็ต้องถือว่าบอกเลิกสัญญา ประกันภัย แล้วนับแต่วันที่งดส่งเบี้ย ประกันภัย เป็นต้นมา หาจำต้องบอกเลิกสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ แม้เงื่อนไขแห่งกรมธรรม์จะระบุว่าหากผู้เอา ประกันภัย กลับมาต่ออายุสัญญาใหม่ภายในกำหนดห้าปี เบี้ย ประกันภัย ที่ชำระไว้แล้วจะไม่ถูกริบ ก็กำหนดไว้ด้วยว่าการต่ออายุสัญญาต้องตรวจสุขภาพผู้เอา ประกันภัย ตามระเบียบ เมื่อผู้เอา ประกันภัย มิได้กลับมาต่ออายุสัญญาจนกระทั่งผู้รับ ประกันภัย ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ผู้เอา ประกันภัย ย่อมมีสิทธิได้รับเพียงเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์เท่านั้น เงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ ประกันภัย ระบุว่า ผู้รับ ประกันภัย จะจ่ายเงินปันผลให้ผู้เอา ประกันภัย โดยเริ่มเฉลี่ยให้ทุกปีหลังจากเมื่อผู้เอา ประกันภัย ได้ชำระเบี้ย ประกันภัย ไว้ครบสองปีแล้ว ตามเงื่อนไขนี้หมายความว่าผู้รับ ประกันภัย จะจ่ายเงินปันผลให้เมื่อสัญญา ประกันภัย ยังมีอยู่ หากสัญญา ประกันภัย เลิกกันแล้วผู้เอา ประกันภัย หามีสิทธิได้รับเงินปันผลต่อไปไม่
ย่อยาว
คดีนี้นายบุนราสี เหมินทร ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า จำเลยซึ่งศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นหนี้ค่าประกันชีวิตและเงินปันผล เมื่อหักกลบลบหนี้เงินกู้ที่ผู้ขอรับชำระหนี้เป็นหนี้จำเลยอยู่ 20,000 บาทแล้ว ขอรับชำระหนี้เป็นเงิน 73,828 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้มีสิทธิขอรับคืนเฉพาะเบี้ยประกันสะสมทรัพย์ 33,396 บาท แต่เจ้าหนี้ยังค้างชำระเงินกู้และดอกเบี้ยจำเลยอยู่ 40,404 บาท หักแล้วยังเป็นหนี้จำเลยก็ควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้เสียทั้งหมดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 107(1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ฎีกา ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายบุนราสีเจ้าหนี้เป็นผู้เอาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์อุปัทวเหตุและทุพพลภาพไว้กับบริษัทจำเลย แบบละ 100,000 บาท มีกำหนดเวลาประกัน 25 ปี ต้องชำระเบี้ยประกันเป็นราย 3 เดือน มีกำหนด 16 ปี เจ้าหนี้ได้ส่งเบี้ยประกันรวม 31 งวด เป็นเงินเฉพาะแบบสะสมทรัพย์ 48,391 บาท ต่อมาเจ้าหนี้ขัดข้องหมุนเงินไม่ทัน จึงงดส่งเบี้ยประกันตลอดมาจนจำเลยถูกกระทรวงเศรษฐการสั่งหยุดกิจการ และถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ได้รับเงินปันผลไปรวม 5 ครั้งเป็นเงิน 6,244 บาท และเจ้าหนี้ได้กู้เงินจำเลยไป 28,860 บาท ซึ่งเจ้าหนี้ขอหักกลบลบหนี้ออกจากเงินที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ เจ้าหนี้ฎีกาข้อแรกว่า การที่เจ้าหนี้ส่งเบี้ยประกัน ยังถือไม่ได้ว่าเจ้าหนี้บอกเลิกสัญญา ประกันภัย เพราะมิได้บอกเลิกสัญญาประกันเป็นลายลักษณ์อักษรไปให้จำเลยทราบ เจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับเบี้ย ประกันภัย จำนวน 48,391 ที่ส่งไปแล้วคืน ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 894บัญญัติว่า ผู้เอา ประกันภัย ชอบที่จะบอกเลิกสัญญา ประกันภัย เสียในเวลาใด ๆ ก็ได้ ด้วยการงดส่งเบี้ยประกันต่อไป ถ้าจะได้ส่งเบี้ย ประกันภัย มาแล้วอย่างน้อยสามปีไซร้ ท่านว่าผู้เอา ประกันภัย ชอบที่จะได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ ประกันภัย หรือรับกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จจากผู้รับ ประกันภัย มิได้บัญญัติว่าการบอกเลิกสัญญา ประกันภัย ผู้เอา ประกันภัย จะต้องแจ้งให้ผู้รับ ประกันภัย ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อได้ความว่าเจ้าหนี้งดส่งเบี้ยประกันตลอดมาก็ต้องถือว่าเจ้าหนี้บอกเลิกสัญญา ประกันภัย แล้ว นับตั้งแต่วันที่งดส่งเบี้ย ประกันภัย เป็นต้นมา ในกรณีนี้เจ้าหนี้ได้ส่งเบี้ย ประกันภัย เกิน 3 ปี จึงชอบที่จะได้รับค่าเวนคืนกรมธรรม์ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ประกันภัย ซึ่งคำนวณได้ 33,396 บาท ไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยประกันที่ส่งคืนเต็มจำนวน ข้อที่เจ้าหนี้ฎีกาว่า เจ้าหนี้ยังมีสิทธิจะต่ออายุสัญญา ประกันภัย ใหม่ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันกรมธรรม์ขาดอายุตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ข้อ 4 จำเลยจะริบเบี้ยประกันที่ชำระไว้แล้วไม่ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามเงื่อนไขข้อนี้ จะต้องปรากฏว่าผู้เอา ประกันภัย ได้กลับมาขอต่ออายุสัญญาใหม่ภายในกำหนดเวลา 5 ปี ซึ่งจะต้องมีการตรวจสุขภาพของผู้เอาประกันใหม่ตามระเบียบว่าด้วยการต่ออายุสัญญา เบี้ยประกันที่ได้ชำระไว้แล้ว จึงจะถือว่าไม่ถูกริบแต่ไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้กลับไปขอต่ออายุสัญญาใหม่แต่ประการใด จนกระทั่งศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทจำเลย นอกจากเหตุดังกล่าวกรมธรรม์ประกันชีวิตของจำเลยยังระบุไว้ในข้อ 7 ว่า"ผู้เอา ประกันภัย ชอบที่จะบอกเลิกสัญญา ประกันภัย ในเวลาใดก็ได้ โดยการไม่ชำระเบี้ย ประกันภัย ต่อไป และถ้าได้ชำระเบี้ย ประกันภัย มาครบ 3 ปีแล้วโดยที่สัญญายังมีผลบังคับอยู่ ผู้เอาประกันชอบที่จะได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ ประกันภัย นั้นเป็นเงินสดตามที่แจ้งไว้เป็นมูลค่าแห่งกรมธรรม์" ฉะนั้นเมื่อฟังได้ว่าเจ้าหนี้ได้บอกเลิกสัญญา ประกันภัย แล้วนับแต่วันที่งดชำระเบี้ย ประกันภัย เป็นต้นมา เจ้าหนี้ก็ชอบที่จะได้รับเงินเวนคืนกรมธรรม์ ดังวินิจฉัยแล้วข้างต้นเท่านั้น เจ้าหนี้ฎีกาข้อสุดท้ายว่า เจ้าหนี้มีสิทธิจะได้รับเงินปันผลจากเบี้ยประกัน48,391 บาท ที่ชำระไปแล้วในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับจากวันที่ 21 กันยายน 2504 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2504 รวม 5 ปี เป็นเงิน 18,146.60 บาท ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ประกันภัย ข้อ 12 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงื่อนไขข้อ 12 เพียงแต่ระบุว่า บริษัทจำเลยรับรองจะจ่ายเงินปันผลให้ โดยเริ่มเฉลี่ยเงินปันผลให้ทุกปีหลังจากเมื่อผู้เอาประกันได้ชำระเบี้ย ประกันภัย ไว้ครบ 2 ปี แล้วหรืออีกนัยหนึ่งก็คือจะเริ่มเฉลี่ยเงินปันผลให้ เริ่มต้นจากปีที่ 3 ในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4 ต่อปี การที่เจ้าหนี้คิดเงินปันผลถึงร้อยละ 7 ครึ่งนั้น ไม่มีหลักฐานสนับสนุน เจ้าหนี้ได้ชำระเบี้ยประกันมา 7 ปี จึงมีสิทธิได้รับเงินปันผล 5 ปี ในอัตราร้อยละ4 ต่อปี ของจำนวนเบี้ยประกันที่ได้ชำระไว้เริ่มตั้งแต่ปีที่ 3 ถึงปีที่ 7 รวมเป็นเงิน 6,244 บาท ซึ่งเจ้าหนี้ได้รับไปครบถ้วนแล้ว โดยครั้งสุดท้ายรับไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2504 ต่อจากนั้นเจ้าหนี้ได้บอกเลิกสัญญา ประกันภัย ด้วยการงดส่งเบี้ย ประกันภัย ต่อไปจนกระทั่งบริษัทจำเลยถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย เมื่อสัญญา ประกันภัย เลิกแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินปันผลต่อไปอีกตามที่ฎีกามา พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 433/2513 ร้อยตำรวจตรีพอพล มณีรัตน์ โจทก์ เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ โจทก์ นายบุนราสี เหมินทร โจทก์ บริษัทนครหลวงประกันชีวิตแห่งประเทศไทย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 386 , ม. 889 , ม. 894