ฎีกาที่ 35/2513
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้ตามกรมธรรม์ ประกันภัย จะระบุไว้ว่า ในกรณีทรัพย์ที่เอา ประกันภัย ต้องวินาศภัย ถ้าเกิดความเห็นแตกต่างกันในจำนวนวินาศภัยหรือเสียหายให้ตั้งอนุญาโตตุลาการชี้ขาดเสียก่อน แต่เมื่อทรัพย์ที่เอา ประกันภัย ถูกเพลิงไหม้เสียหายหมดสิ้น ก็หาจำต้องมีการเสนอตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดจำนวนวินาศภัยหรือเสียหายไม่ เมื่อทรัพย์ที่เอา ประกันภัย ถูกเพลิงไหม้และผู้รับประโยชน์มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับ ประกันภัย ทราบผู้รับ ประกันภัย กลับเพิกเฉย ไม่ยอมทำความตกลงหรือเสนอขอตั้งอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด ดังนี้ เท่ากับผู้รับ ประกันภัย ปฏิเสธความรับผิดของตนโดยสิ้นเชิง ผู้รับประโยชน์ย่อมมีสิทธิฟ้องผู้รับ ประกันภัย ได้โดยไม่จำต้องเสนอขอตั้งอนุญาโตตุลาการเสียก่อน ในกรมธรรม์ ประกันภัย ซึ่งผู้เอา ประกันภัย ทำไว้กับจำเลยผู้รับ ประกันภัย ระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อทรัพย์ที่เอา ประกันภัย ถูกเพลิงไหม้เสียหายหมดสิ้น และโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาแก่จำเลย โดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้วว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามกรมธรรม์นั้น สิทธิของโจทก์ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ผู้เอา ประกันภัย และจำเลยหาอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า นายชำนิ ชีพธรรม ลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ ได้ประกันวินาศภัยโรงแรมและเฟอร์นิเจอร์ไว้กับจำเลยเป็นเงิน 300,000 บาทและโอนสิทธิการรับผลประโยชน์ให้โจทก์รับ ต่อมาเกิดอัคคีภัยไหม้ทรัพย์ที่เอาประกันเสียหายหมด โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยจ่ายเงิน แต่จำเลยเพิกเฉยจึงขอให้ศาลบังคับ จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์จะเป็นผู้รับประโยชน์หรือไม่ ไม่รับรองเมื่อเกิดอัคคีภัย โจทก์หรือนายชำนิมิได้ทำรายการแจ้งให้จำเลยทราบภายใน 15 วันตามกรมธรรม์ และมิได้แจ้งรายละเอียดทรัพย์สินที่เสียหาย ซึ่งจะทำให้มีการคำนวณค่าเสียหาย เพราะทรัพย์มิได้เสียหายหมดสิ้น เป็นการผิดเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ และผู้เอา ประกันภัย ต้องตกลงกับจำเลยก่อน หากไม่ตกลงกันต้องเสนอตั้งอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาท ถ้าไม่พอใจจึงจะมีสิทธิฟ้องศาล นอกจากนี้นายชำนิยังแจ้งกับจำเลยขอเพิกถอนสิทธิที่จะให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์จำเลยจึงไม่มีหน้าที่จ่ายเงินแก่ผู้ใด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาต่อมา ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายชำนิได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารโจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท โดยมอบอาคารโรงแรมเป็นประกัน และนายชำนิได้ทำสัญญาประกันวินาศภัยอาคารโรงแรมพร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์ไว้กับจำเลยเป็นเงิน 300,000 บาท โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ดังกล่าว ต่อมาได้เกิดเพลิงไหม้ตลาด และลุกลามไหม้ทรัพย์ที่เอาประกันนั้น มีปัญหาว่า จำเลยจะต้องชำระเงินให้โจทก์ตามสัญญากรมธรรม์ ประกันภัย หรือไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าทรัพย์ที่เอา ประกันภัย ได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมด มิใช่เสียหายเพียงบางส่วนดังจำเลยต่อสู้และฎีกาและหลังจากเกิดเพลิงไหม้แล้วเพียง 10 วัน โจทก์ได้แจ้งถึงความเสียหายให้จำเลยทราบตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อทรัพย์ที่เอา ประกันภัย ไว้ได้เสียหายหมดสิ้น กรณีก็หาต้องมีการเสนอตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดเกี่ยวกับค่าวินาศภัยหรือเสียหายตามกรมธรรม์ข้อ 18 ไม่ทั้งเมื่อได้แจ้งเรื่องเพลิงไหม้ให้จำเลยทราบ จำเลยก็เพิกเฉย ซึ่งเท่ากับจำเลยปฏิเสธความรับผิดของตนโดยสิ้นเชิง ไม่ยอมมาทำความตกลงหรือขอตั้งอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด โจทก์จึงย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยได้โดยมิต้องปฏิบัติตามกรมธรรม์ข้อ 18 กรมธรรม์ประกันวินาศภัยซึ่งนายชำนิทำไว้กับจำเลย ได้ระบุไว้ว่า ผลประโยชน์อันจะพึงได้รับจากกรมธรรม์ กรณีเกิดการชดใช้ค่าเสียหายในระหว่างอายุสัญญา ให้ธนาคารโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้นแก่ทรัพย์ที่นายชำนิเอา ประกันภัย ไว้กับจำเลยจนหมดสิ้น และโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ โดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้วว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามกรมธรรม์นั้น สิทธิของโจทก์ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่านายชำนิและจำเลยหาอาจเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374, 375 นั้น การที่นายชำนิมีหนังสือเพิกถอนโจทก์จากการเป็นผู้รับประโยชน์ จึงไม่มีผลแต่อย่างใด จำเลยคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ตลอดไป คดีฟังได้ว่า โจทก์ได้บอกกล่าวไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระเงินให้โจทก์ จำเลยจึงไม่พ้นความรับผิด พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 35/2513 ธนาคารมณฑล จำกัด โดยนายเมธี ดุลยจินดา โจทก์ กรรมการผู้จัดการ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ บริษัทแหลมทอง ประกันภัย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 374 , ม. 375 , ม. 861 , ม. 862 , ม. 869 , ม. 877 ป.วิ.พ. ม. 210