ฎีกาที่ 1663/2513
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 4
พ.ศ. 2502 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 148 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหา...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 13
พ.ศ. 2502 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 13 ให้ยกเลิกความในมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก...
ย่อสั้น
การกระทำอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 148 ประมวลกฎหมายอาญานั้น หาใช่จะต้องเป็นการข่มขืนใจให้ผู้ถูกข่มขืนใจกลัวแต่ประการเดียวไม่เพียงแต่มีการจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์หรือประโยชน์ก็เป็นความผิดแล้ว จำเลยเป็นเจ้าพนักงานโดยตำแหน่ง มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบ ภาษี อากรตามร้านค้า แม้ตามระเบียบราชการก่อนตรวจสอบเกี่ยวกับ ภาษี อากรจำเลยจะต้องได้รับมอบหมายหรือรับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาก่อนก็ตามการที่จำเลยนัดหมายให้ผู้เสียหายไปพบจำเลยที่สถานที่ทำงานของจำเลยแล้วเอาบัตรสนเท่ห์กล่าวหาผู้เสียหาย ไม่ออกใบเสร็จรับเงินเสีย ภาษี ให้รัฐบาลไม่ครบ ให้ผู้เสียหายดูแล้วเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหาย ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจให้ผู้อื่นมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่ตนหรือผู้อื่นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับราชการเป็นข้าราชการประจำสังกัดกรมสรรพากร ตำแหน่งสรรพากรตรี ประจำกองตรวจ ภาษี อากร เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการตรวจสอบ ภาษี อากร ตามร้านค้าทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2510 เวลากลางวัน จำเลยบังอาจใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ใช้วาจาขู่เข็ญขืนใจนายประทีปหรือแก้ว ธนะติวะกุล ว่ามีผู้ส่งบัตรสนเท่ห์ถึงอธิบดีกรมสรรพากร ใจความว่า ที่ร้านนายประทีปไม่ออกใบเสร็จรับเงินคงจะเสีย ภาษี ให้รัฐบาลไม่ครบ ให้มอบให้หรือหาทรัพย์มาให้จำเลย 4,000บาท มิฉะนั้นหากจำเลยทำการตรวจสอบตามวิธีการแล้วจะต้องเสียเงินเป็นหมื่นบาท ถ้าเสียเงินให้จำเลยเรื่องจะยุติ นายประทีปมีความกลัว จึงมอบเงินให้จำเลย 2,000 บาท การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายประทีปและกรมสรรพากร เหตุเกิดที่ตำบลชนะสงครามและที่ตำบลบ้านพานถมอำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148, 157, 90, 91
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 4, 13 สั่งริบบัตรสนเท่ห์และคืนเงิน 2,000 บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148, 157
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาพ.ศ. 2502 มาตรา 4, 13 แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 148 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 7 ปี ริบบัตรสนเท่ห์ เงินของกลาง 2,000 บาท คืนนายประทีปไป จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยกระทำไปโดยเอกเทศ นอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 157 แต่เป็นความผิดตามมาตรา 309 ซึ่งโจทก์สืบสมแต่อ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษฐานความผิดที่ถูกต้องได้ พิพากษาแก้จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดไม่ว่าข้อหาใดข้อหาหนึ่ง จะลงโทษตามมาตรา 309 ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงต่างกับฟ้องในข้อสารสำคัญ ไม่ใช่อ้างบทผิด และไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติตามโจทก์นำสืบว่าผู้เสียหายตั้งร้านรับจ้างตัดเสื้อกางเกง จำเลยเป็นข้าราชการตำแหน่งสรรพากรตรี ประจำกองตรวจ ภาษี อากร กรมสรรพากร มีหน้าที่ตรวจสอบ ภาษี อากรในเขตจังหวัดพระนครและธนบุรี ในเมื่อรับมอบหมายหรืออนุมัติจากผู้บังคับบัญชา และต้องมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 2 คน และมีข้าราชการตั้งแต่ชั้นโทขึ้นไปเป็นหัวหน้า จำเลยได้นำบัตรสนเท่ห์ มีใจความว่า ผู้เสียหายตัดเสื้อกางเกงแพงและไม่ออกบิลให้ผู้เสียหายดูและบอกว่า ถ้าเจ้าหน้าที่มาตรวจ ภาษี ตามบัตรสนเท่ห์จะยุ่งยากมากและจะเสียเงินเป็นหมื่น ถ้าไม่ให้เรื่องยุ่ง ก็เสียเงินสี่พันบาท จะไม่มีเรื่องอะไร ผู้เสียหายขอให้ 2,000 บาท แล้วให้เงินจำเลยไป และวินิจฉัยว่าการที่จำเลยซึ่งมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับตรวจสอบ ภาษี อากรตามร้านค้าได้นัดหมายให้ผู้เสียหายไปพบที่กรมสรรพากรอันเป็นสถานที่ทำงานของจำเลย แล้วเอาบัตรสนเท่ห์ให้ผู้เสียหายดู และเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหาย ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ถือได้ว่าจำเลยได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบแล้ว แม้ตามระเบียบราชการ ก่อนออกตรวจสอบเกี่ยวกับ ภาษี อากร จำเลยจะต้องได้รับมอบหมายหรือรับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาก่อนก็ตาม และที่จำเลยพูดว่า ถ้ามีการตรวจสอบผู้เสียหายจะต้องเสียเงินเป็นหมื่น ถ้าไม่ให้มีเรื่องก็ต้องเสียเงิน และจำเลยรับเงินจากผู้เสียหายไปเช่นนี้ หาใช่เป็นการแนะนำฐานเพื่อนฝูง และการที่จำเลยไม่ได้พูดว่าจำเลยมีอำนาจตรวจ ภาษี ก็ไม่ใช่ข้อสำคัญ เพราะโดยตำแหน่ง จำเลยมีอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว ทั้งการเป็นผิดมาตรานี้ก็หาใช่จะต้องเป็นการข่มขืนใจให้ผู้ถูกข่มขืนใจกลัวแต่ประการเดียวไม่ เพียงแต่มีการจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ ก็เป็นความผิดแล้ว เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 148แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ว่า จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 309 ได้หรือไม่ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ให้จำคุกจำเลย 5 ปี นอกจากที่แก้ให้คงไว้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1663/2513 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายสุระ ปัญจนันท์ จำเลย ป.อ. ม. 148