ฎีกาที่ 818/2513
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 3
พ.ศ. 2502 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 147 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 147 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 3
พ.ศ. 2502 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้ “พนักงาน” หมายความว่า ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในองค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่า...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4
พ.ศ. 2502 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 4 ผู้ใดเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุ...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8
พ.ศ. 2502 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 8 ผู้ใดเป็นพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ...
ย่อสั้น
ฟ้องบรรยายว่าจำเลยมีหน้าที่ รับจ่าย ทำบัญชีตลอดทั้งควบคุมเก็บรักษาเงินและมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการนี้ว่าจำเลยมีหน้าที่จะต้องนำยอดเงินสดคงเหลือประจำวันส่วนที่เกินกว่า 3,000 บาท เข้าฝากธนาคารระหว่างตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม2505 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2507 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยได้รับเงินรายได้ 10 ประเภทและจ่ายไปคงเหลืออยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย 109,502.68 บาท จำเลยไม่นำเงินจำนวนดังกล่าวนี้เข้าบัญชีธนาคารกลับเบียดบัง ยักยอก เป็นอาณาประโยชน์ส่วนตัวเสียปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5ขอให้ลงโทษ ฯลฯ ดังนี้ เมื่ออ่านฟ้องประกอบกับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ซึ่งเป็นบัญชีแสดงจำนวนเงินที่ได้รับและจ่ายไปคงเหลือแต่ละเดือนประจำเดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2505 ถึงเดือนธันวาคม 2507เห็นได้ว่า โจทก์ได้กล่าวข้อเท็จจริงถึงจำนวนเงินรายได้ของโจทก์ร่วมที่จำเลยรับไว้และ ยักยอก ไปพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงรายละเอียดเงินรายได้ประเภทไหนเท่าใดอีกจึงเป็นฟ้องที่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีหน้าที่ รับ-จ่าย เก็บรักษาเงินและพัสดุตลอดจนทำบัญชีเงินและพัสดุทุกประเภทขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกภาค 2 จังหวัดนครราชสีมา ตามระเบียบข้อบังคับขององค์การฯ เกี่ยวกับยอดเงินสดคงเหลือประจำวัน ถ้ามีเกินกว่า 3,000 บาท จำเลยมีหน้าที่จะต้องนำยอดเงินคงเหลือส่วนที่เกินไปฝากธนาคาร จำเลยมีเจตนาทุจริตได้บังอาจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับดังกล่าว ด้วยการละเว้นไม่เสนอยอดเงินสดเมื่อสิ้นประจำวันหรือเมื่อสิ้นประจำเดือนต่อผู้บังคับบัญชา ทั้งไม่นำยอดเงินคงเหลือส่วนที่เกิน 3,000 บาทไปฝากเข้าบัญชีธนาคาร ฯลฯ นับตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2505 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2507 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมาจำเลยได้บังอาจเบียดบัง ยักยอก เอาเงินสดที่จำเลยได้รับมาจากรายได้คือ1. เงินรายได้จากสนามม้า 2. เงินรายได้จากสถานพยาบาล ฯลฯ (รวม 10 ประเภท) และจำเลยได้จ่ายเงินจำนวนนี้ไป คงเหลือเงินสดที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยจำนวนเงิน 109,502.68 บาท ซึ่งจำเลยจะต้องนำเงินจำนวนนี้ไปฝากเข้าบัญชีธนาคาร แต่จำเลยได้เบียดบังเอาเงินจำนวน109,502.68 บาท ไปเป็นอาณาประโยชน์ส่วนตัวเสีย ปรากฏตามเอกสารหมาย 5 ท้ายฟ้อง เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 3, 4, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 352
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 3 และสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ และตัดฟ้องว่าฟ้องโจทก์ไม่ระบุรายละเอียดการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม แต่พยานหลักฐานของโจทก์ยังเป็นที่สงสัยฟังไม่ได้ชัดว่าจำเลยเป็นผู้เอาเงินไปหรือใครเป็นผู้เอาไป พิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ได้ความปรากฏชัดว่าจำเลยได้รับเงินสดสำหรับรายได้รายการไหนเท่าใด และ ยักยอก เอาเงินรายการนั้นเท่าใด ดังนี้ จำเลยจะเข้าใจข้อหาเกี่ยวกับทรัพย์หรือสิ่งของที่จำเลยต้องหาว่าเบียดบัง ยักยอก มิได้เลย แล้วจำเลยจะแก้ข้อหาให้ถูกต้องได้อย่างไร จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่น พิพากษายืน ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาต่อมา ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่ออ่านฟ้องประกอบกับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ซึ่งเป็นบัญชีแสดงจำนวนเงินที่ได้รับและจ่ายไปและจำนวนเงินคงเหลือแต่ละเดือนประจำเดือนทุก ๆ เดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2505 ถึงเดือนธันวาคม 2507 ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า ตามระเบียบเงินเหลือที่เกินกว่า3,000 บาท จำเลยจะต้องนำไปฝากไว้กับธนาคารแต่จำเลยหาได้นำไปฝากไม่ กลับมีเจตนาทุจริต ยักยอก เงินที่คงเหลือไปทั้งหมด ดังนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องของโจทก์ได้กล่าวข้อเท็จจริงถึงจำนวนเงินรายได้ของโจทก์ส่วนที่จำเลยได้รับไว้และ ยักยอก เอาไปพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงรายละเอียดว่าเป็นเงินรายได้ประเภทไหนเท่าใดก็ได้ ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว พิพากษายก ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 818/2513 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โจทก์ นายบุญรักษ์ บุนนาค จำเลย ป.อ. ม. 147 , ม. 157 , ม. 352 ป.วิ.อ. ม. 158 (5)