ฎีกาที่ 450/2512
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ทำสัญญา เช่าซื้อ ที่ดินจากจำเลย. โจทก์ค้างค่า เช่าซื้อ งวดที่ 3 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายอีก 7,700 บาท. จำเลยเข้าไปปลูกบ้านในที่ให้ เช่าซื้อ โจทก์ไปร้องอำเภอ อำเภอทำการเปรียบเทียบ. คู่กรณีตกลงกันว่า เฉพาะบริเวณที่จำเลยปลูกบ้าน เนื้อที่ 200 ตารางวา โจทก์ยอมให้แก่จำเลยโดยตีราคา 7,700 บาท เท่าที่โจทก์ยังค้างค่า เช่าซื้อ . ดังนี้ สัญญา เช่าซื้อ หาได้ถูกยกเลิกไปหมดโดยสัญญาประนีประนอมซึ่งทำกันที่อำเภอไม่. สัญญา เช่าซื้อ จึงนับว่าถูกยกเลิกไปเฉพาะแต่ในส่วนที่ดิน 200 ตารางวาบริเวณที่จำเลยปลูกบ้านเท่านั้น. สัญญา เช่าซื้อ สำหรับที่ดินนอกบริเวณที่ปลูกบ้าน 200 ตารางวาก็คงมีต่อไป. และถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยครบหมดแล้ว. โจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินในส่วนที่เหลือนั้นให้แก่โจทก์ได้. แม้โจทก์จะฟ้องขอบังคับเอาเต็มตามสัญญา เช่าซื้อ เดิม.เมื่อศาลฟังว่าโจทก์มีสิทธิขอบังคับเอาได้แต่เพียงบางส่วน ศาลก็ย่อมพิพากษาให้เท่าที่โจทก์มีสิทธินั้นได้. และการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้สิทธิในที่ดินตกไปเป็นของโจทก์โดยให้โจทก์กันที่ดินคืนให้แก่จำเลย 200ตารางวา ณ ที่บริเวณที่จำเลยปลูกบ้านนั้น. ถ้าเกิดขัดข้องขึ้นว่าจะกันเขตให้กันตรงไหน ก็เป็นเรื่องที่จะว่ากันได้ในชั้นบังคับคดี. ไม่ใช่เป็นการหมดหลักเกณฑ์ที่จะทำการบังคับกันไม่ได้ดังทำนองที่จำเลยว่ามา. ส่วนข้อที่ว่าที่ดินตามสัญญา เช่าซื้อ ระบุไว้ว่ามีอยู่ 1ไร่เศษ แต่ปรากฏขึ้นในภายหลังว่ามีอยู่ถึง 2 ไร่ 2งาน มากกว่าที่กล่าวในสัญญานั้น. ก็เห็นว่าตามสัญญา เช่าซื้อ ท้ายฟ้องได้บ่งถึงการ เช่าซื้อ ที่ดินทั้งแปลงตามที่ลงไว้ใน ส.ค.1 เลขที่ 13. ส่วนที่ลงไว้ว่ามีเนื้อที่เท่าใดนั้น เป็นการประมาณเอาตามที่เข้าใจว่ามี. หาใช่มุ่งหมายไปในทางว่าจำเลยได้แบ่งขายที่แปลงนั้นให้โจทก์ไปราว 1 ไร่เศษเท่านั้นไม่.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยทำสัญญา เช่าซื้อ ที่ดิน 1 แปลง โดยนายซันเป็นตัวแทนโจทก์ในการทำหนังสือสัญญา ราคา 25,000 บาทโจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ จนเหลือ 7,700 บาท จำเลยละเมิดสัญญาโดยเข้าปลูกบ้านในที่ดินที่ตกลงขายให้โจทก์ โจทก์โต้แย้งโดยร้องเรียนต่อกรมการอำเภอเมืองสมุทรปราการ และทำความตกลงกันว่าเฉพาะบริเวณที่จำเลยปลูกบ้าน เนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา โจทก์ยอมให้จำเลยโดยตีราคาเป็นเงิน 7,700 บาท จำเลยบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติตามที่ตกลง ขอให้ศาลบังคับจำเลยรับชำระเงิน 7,700 บาท จากโจทก์ไปและให้จัดการโอนที่ดินให้โจทก์ ฯลฯ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพราะไม่ได้กำหนดที่ดินแน่นอนไว้ว่าตรงไหนที่จำเลยครอบครองและปลูกบ้านเรือน ฯลฯ โจทก์จำเลยรับกันว่า โจทก์ค้างค่า เช่าซื้อ งวดที่ 3 ที่เป็นงวดสุดท้ายอีก 7,700 บาท จำเลยเข้าปลูกบ้านในที่ เช่าซื้อ โจทก์ไปร้องต่ออำเภอ อำเภอทำการเปรียบเทียบ คู่กรณีตกลงกันว่า เฉพาะบริเวณที่จำเลยปลูกบ้านเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา โจทก์ยอมให้แก่จำเลยโดยตีราคา 7,700 บาท เท่าที่โจทก์ยังค้างค่า เช่าซื้อ แก่จำเลยและยังมิได้ชำระ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 13 เป็นสิทธิแก่โจทก์ โดยให้โจทก์กับที่ดินบริเวณจำเลยปลูกบ้าน 200 ตารางวาให้เป็นสิทธิแก่จำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญา เช่าซื้อ ท้ายฟ้องซึ่งโจทก์ฟ้องขอบังคับนั้นหาได้ถูกยกเลิกไปหมดโดยสัญญาประนีประนอมซึ่งทำกันที่อำเภอไม่สัญญาประนีประนอมที่อำเภอคงว่ากันแต่เรื่องที่ดินในส่วนที่จำเลยกลับเข้าไปครอบครองปลูกบ้านประมาณ 200 ตารางวาเท่านั้น สัญญา เช่าซื้อ จึงนับว่าถูกยกเลิกไปเฉพาะแต่ในส่วนที่ดิน 200 ตารางวาบริเวณที่จำเลยปลูกบ้านเท่านั้น สัญญา เช่าซื้อ สำหรับที่ดินนอกบริเวณที่ปลูกบ้าน 200 ตารางวา ก็คงมีต่อไป และถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยครบหมดแล้วโจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินในส่วนที่เหลือนั้นให้แก่โจทก์ได้ แม้ฟ้องในคดีนี้โจทก์จะฟ้องขอบังคับเอาเต็มตามสัญญา เช่าซื้อ เดิม เมื่อศาลฟังว่าโจทก์มีสิทธิขอบังคับเอาได้แต่เพียงบางส่วน ศาลก็ย่อมพิพากษาให้เท่าที่โจทก์มีสิทธินั้นได้ และการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้สิทธิในที่ดินตกไปเป็นของโจทก์โดยให้โจทก์กันที่ดินคืนให้แก่จำเลย 200 ตารางวา ณที่บริเวณที่จำเลยปลูกบ้านนั้น ถ้าเกิดขัดข้องขึ้นว่าจะกันเขตให้กันตรงไหน ก็เป็นเรื่องที่จะว่ากันได้ในชั้นบังคับคดีไม่ใช่เป็นการหมดหลักเกณฑ์ที่จะทำการบังคับกันไม่ได้ดังทำนองที่จำเลยว่ามา ส่วนข้อที่ว่า ที่ดินตามสัญญา เช่าซื้อ ระบุไว้ว่ามีอยู่ 1 ไร่เศษ แต่ปรากฏขึ้นในภายหลังว่ามีอยู่ถึง 2 ไร่ 2 งานมากกว่าที่กล่าวในสัญญานั้นก็เห็นว่าตามสัญญา เช่าซื้อ ท้ายฟ้องได้บ่งถึงการ เช่าซื้อ ที่ดินทั้งแปลงตามที่ลงไว้ใน ส.ค.1 เลขที่ 13ส่วนที่ลงไว้ว่ามีเนื้อที่เท่าใดนั้น เป็นการประมาณเอาตามที่เข้าใจว่ามี หาใช่มุ่งหมายไปในทางว่าจำเลยได้แบ่งขายที่แปลงนั้นให้โจทก์ไปราว 1 ไร่เศษเท่านั้นไม่ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มิได้ชนะคดีเต็มตามฟ้องทั้งรูปคดีก็มีเหตุผลอื่น ๆ อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมแทนโจทก์มาเต็มตามที่ฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าธรรมเนียมค่าทนายศาลล่างทั้งสองศาลให้เป็นอันพับกันไป. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 450/2512 ์ วัด ไต รมิตรวราราม โดยนายหลอม ชยุติรัตน์ ตัวแทน โจทก์ย นาง จีบ ปรีหะจินดา จำเลย ป.พ.พ. ม. 572 , ม. 574 , ม. 850 , ม. 132 ป.วิ.พ. ม. 138 , ม. 142