ฎีกาที่ 1927-1957/2511
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ข้อความในสัญญา เช่า ที่ว่า เมื่อหมดอายุสัญญา เช่า นี้ผู้ เช่า มีความประสงค์ เช่า ต่อต้องทำหนังสือสัญญา เช่า กันใหม่ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันหมดอายุสัญญา เช่า . หากพ้นกำหนดผู้ เช่า ไม่ไปทำสัญญา เช่า ต่อ. ถือว่าผู้ เช่า สละสิทธินั้น. หาได้มีความหมายว่า โจทก์จะต้องยินยอมให้จำเลยทำสัญญาต่ออายุการ เช่า ใหม่ไม่. เพราะไม่มีข้อความแสดงว่าผู้ให้ เช่า จำต้องยอมให้ผู้ เช่า ทำการ เช่า ตามกำหนดเวลาและเงื่อนไขของสัญญาเดิมแต่อย่างใด. ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องให้จำเลย เช่า ต่อ. แม้จำเลยจะได้แจ้งความประสงค์ต่อโจทก์แล้วก็ตาม. แม้สัญญานี้จะเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง แต่เมื่อจำเลยมิได้แสดงให้ศาลเห็นว่าสัญญาต่างตอบแทนรายนี้มีกำหนดเวลาการ เช่า เกินกว่า 3 ปี. สัญญาต่างตอบแทนนี้จึงมีกำหนดเวลาเพียง 3 ปี เท่าที่ปรากฏในสัญญา เช่า นั้นเท่านั้น.
ย่อยาว
คดีทั้ง 31 สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมสำนวนพิจารณาและพิพากษา โดยโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ 1127และที่ 1136 ตำบลดอกขมิ้น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีเมื่อเดือนมิถุนายน 2506 จำเลยทั้ง 31 สำนวน ต่างได้ทำสัญญา เช่า ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวเพื่อปลูกสร้างโรงเรือนทำการค้ามีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันทำหนังสือสัญญา เช่า และเมื่อครบอายุสัญญา เช่า แล้ว หากผู้ เช่า มีความประสงค์จะ เช่า ต่อไปต้องทำหนังสือสัญญา เช่า กันใหม่ภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันหมดอายุสัญญา เช่า หากพ้นกำหนดผู้ เช่า ไม่ไปทำสัญญา เช่า ใหม่ ถือว่าผู้ เช่า สละสิทธิในการ เช่า ภายหลังสัญญา เช่า ครบกำหนดแล้ว โจทก์มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยให้ทำสัญญา เช่า กับโจทก์ใหม่ 2 ครั้ง จำเลยไม่ยอมทำสัญญา เช่า ใหม่ โจทก์จึงบอกเลิกการ เช่า ที่ดิน แต่จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินที่ เช่า จึงขอให้บังคับขับไล่จำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้ง 31 สำนวนให้การมีใจความอย่างเดียวกันว่า จำเลยแต่ละสำนวนได้ทำสัญญา เช่า ที่ดินกับโจทก์ตามสำเนาสัญญา เช่า ท้ายฟ้องจริง แต่จำเลยไม่ได้สละสิทธิในการขอ เช่า ที่ดินจากโจทก์เพราะก่อนสัญญา เช่า จะครบกำหนด จำเลยได้พยายามติดต่อกับโจทก์เพื่อขอ เช่า ที่ดินต่อไปหลายครั้ง แต่โจทก์หลบหลีกเสีย ในที่สุดจำเลยได้แสดงเจตนาขอ เช่า ที่ดินพิพาทกับโจทก์โดยประกาศแจ้งความทางหนังสือพิมพ์ ฉะนั้น ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงเจตนาขอ เช่า ต่อกับโจทก์แล้ว โจทก์ต้องผูกพันให้จำเลย เช่า ต่อไปอีก 3 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยขณะนี้ จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกการ เช่า จากโจทก์ และโจทก์เสียหายเท่าที่ฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญา เช่า ระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่มีเงื่อนไข และเป็นเรื่องเวลาให้ห้องแถวตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ในภายหลังโดยกำหนดเวลาไว้ 3 ปีตามสัญญาและเมื่อครบ 3 ปีแล้วหากจำเลยมีความประสงค์ขอ เช่า ต่อ ต้องทำหนังสือสัญญา เช่า กันใหม่ภายใน 15 วัน เมื่อจำเลยได้แสดงเจตนาขอ เช่า ที่พิพาทต่อแล้ว แต่โจทก์บ่ายเบี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำมั่นที่ตกลงให้จำเลยทำสัญญาต่อไปใหม่อีก 3 ปี โจทก์จะเอาห้องแถวของจำเลยเป็นกรรมสิทธิ์และบอกเลิกสัญญาไม่ได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์ทุกสำนวน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2506 โจทก์และจำเลยทั้ง 31 สำนวนได้ทำหนังสือสัญญา เช่า ที่ดินปลูกห้องแถวทำการค้า ครั้น 1 เดือนก่อนจะครบกำหนดระยะเวลา เช่า จำเลยทุกคนได้แสดงเจตนาขอทำหนังสือ เช่า ต่อกับโจทก์ แต่โจทก์ขอเปลี่ยนข้อสัญญาใหม่โดยขอเพิ่มค่า เช่า จากเดือนละ 22 บาทต่อเนื้อที่ 14ตารางวาเป็นเดือนละ 70 บาท ขอลดกำหนดการ เช่า ให้น้อยลงจากหนังสือสัญญา เช่า เดิม และขอสงวนสิทธิบอกเลิกการ เช่า ได้ก่อนครบกำหนดการ เช่า จำเลยไม่ยินยอมจึงไม่ได้ทำสัญญา เช่า กันใหม่ต่อมาโจทก์มีหนังสือให้จำเลยไปทำสัญญา เช่า ใหม่อีก 2 ครั้ง ซึ่งจำเลยทุกคนก็ได้ไปพบกับโจทก์ แต่ก็ทำสัญญา เช่า กันไม่ได้เพราะทั้งสองฝ่ายไม่ตกลงกัน โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกการ เช่า ไปถึงจำเลย และจำเลยก็ได้รับหนังสือดังกล่าวของโจทก์แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความตอนท้ายของสัญญา เช่า ข้อ 1 ที่ว่า"...เมื่อหมดอายุสัญญา เช่า นี้ ผู้ เช่า มีความประสงค์ขอ เช่า ต่อต้องทำหนังสือสัญญา เช่า กันใหม่ภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันหมดอายุสัญญา เช่า หากพ้นกำหนดผู้ เช่า ไม่ไปทำสัญญา เช่า ต่อ ถือว่าผู้ เช่า สละสิทธิ" นั้นหาใช่เรื่องที่โจทก์ยอมผูกพันตนโดยข้อสัญญานี้ว่าเมื่อสัญญานี้หมดอายุแล้ว โจทก์จะยินยอมให้จำเลยทำสัญญาต่ออายุการ เช่า กันใหม่ต่อไปไม่ เพราะข้อความตอนท้ายของสัญญา เช่า ข้อ 1นี้กล่าวถึงแต่ผู้ เช่า ฝ่ายเดียว ไม่ได้กล่าวถึงผู้ให้ เช่า ด้วยว่าถ้าผู้ เช่า มีความประสงค์จะขอ เช่า ต่อและได้แสดงความจำนงต่อผู้ให้ เช่า แล้ว ผู้ให้ เช่า จำต้องยอมให้ผู้ เช่า ทำการ เช่า ตามกำหนดเวลาและเงื่อนไขของสัญญา เช่า เดิมแต่อย่างใดไม่ ข้อความในสัญญา เช่า ที่มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้ ศาลฎีกาเคยแปลความหมายไว้แล้วว่าเป็นเพียงข้อตกลงที่ให้โอกาสแก่ผู้ เช่า ที่จะทำสัญญา เช่า ต่อได้เท่านั้น ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 661-662/2511 ดังนี้โจทก์จึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องให้จำเลย เช่า ต่อ เมื่อจำเลยได้แจ้งความประสงค์ต่อโจทก์แล้วดังจำเลยต่อสู้คดีแต่ประการใดทั้งสิ้น แม้สัญญา เช่า รายนี้จะเป็นสัญญาต่างตอบแทน แต่จำเลยทุกสำนวนก็หาได้แสดงให้ศาลเห็นว่าสัญญาต่างตอบแทนรายนี้มีกำหนดเวลาการ เช่า กันเกินกว่า 3 ปีแต่อย่างใดไม่ สัญญาต่างตอบแทนรายนี้จึงมีกำหนดเวลาเพียง 3 ปีเท่าที่ปรากฏอยู่ในสัญญา เช่า นั้นเท่านั้น จึงไม่มีทางที่ศาลจะยึดกำหนดเวลา เช่า ให้จำเลย เช่า ต่อไปได้ เมื่อปรากฏว่าสัญญา เช่า รายนี้ระงับไปแล้วด้วยการที่ไม่ได้มีการต่ออายุสัญญา เช่า หรือทำสัญญา เช่า กันใหม่เพราะจำเลยไม่ยอมทำทั้งโจทก์ก็ได้บอกกล่าวเลิกการ เช่า กับจำเลยโดยชอบแล้วด้วยจำเลยจึงหามีสิทธิอยู่ในที่พิพาทต่อไปอีกไม่ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ขับไล่จำเลยทั้ง 31 สำนวนออกจากที่พิพาทและให้จำเลยแต่ละสำนวนใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1927 - 1957/2511 ์ นาง ประนอม โก กระ กูล โจทก์ย นาย เช็งฮุย แซ่โง้ว กับ จำเลย อีก 30 สำนวน จำเลย ป.พ.พ. ม. 354 , ม. 537 , ม. 132 , ม. 368