ฎีกาที่ 821/2511
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คำขอให้พิจารณาใหม่ (ไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายขอ)ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องตามวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 1(3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำฟ้องนั้น กฎหมายบัญญัติให้โจทก์มีหน้าที่จัดการนำส่งเมื่อคู่ความที่ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่จัดการนำส่งสำเนาคำขอให้พิจารณาแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำสั่งศาลจึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดถือได้ว่าเป็นการทิ้งฟ้อง ศาลย่อมมีคำสั่งจำหน่าย(คดี) คำขอให้พิจารณาใหม่นั้นเสียได้ (เฉพาะปัญหาที่ว่า คำขอให้พิจารณาใหม่เป็นคำฟ้อง วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 15/2511)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างและนายจ้าง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธความรับผิด ในวันสืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบก่อน จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวน แต่ปรากฏตามรายงานการส่งหมายว่า จำเลยที่ 2 ไม่นำส่งหมายนัดให้โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้องของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดีโดยจำเลยขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่แล้วเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) บัญญัติว่า "คำฟ้อง" หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ไม่ว่าจะได้เสนอด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือไม่ว่าจะได้เสนอต่อศาลชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ไม่ว่าจะได้เสนอในขณะที่เริ่มคดีโดยคำฟ้องหรือคำร้องขอหรือเสนอในภายหลังโดยคำฟ้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข หรือฟ้องแย้งหรือโดยสอดเข้ามาในคดี ไม่ว่าด้วยสมัครใจหรือถูกบังคับ หรือโดยมีคำขอให้พิจารณาใหม่คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 จึงถือได้ว่าเป็นคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ เมื่อคำขอให้พิจารณาใหม่เป็นคำฟ้องดังกล่าวแล้ว ตามมาตรา 70แห่งประมวลกฎหมายเดียวกันนี้ในวรรค 2 บัญญัติไว้ว่า คำฟ้องนั้นให้โจทก์มีหน้าที่จัดการนำส่ง การที่จำเลยที่ 2 ไม่จัดการนำส่งให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งทราบตามที่ศาลได้มีคำสั่ง ถือได้ว่าเป็นการทิ้งฟ้อง โดยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่า "สำเนาให้โจทก์ นัดไต่สวนคำร้อง โจทก์จะคัดค้านก็ให้คัดค้านเข้ามาก่อนกำหนดนัด" แสดงว่า ศาลมิได้ไต่สวนพยานของจำเลยที่ 2 เพียงฝ่ายเดียวจำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่จะต้องจัดการนำส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายทราบ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 821/2511 นายแสงชัย แซ่เบ๊ ผู้เยาว์ โดยนายเป็งกิม แซ่เบ๊ บิดาผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์ นายสุรินทร์ บัวพิศ ที่ 1 บริษัท ยานยนต์พาณิชย์และ ประกันภัย จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. ม. 1 (3) , ม. 70 , ม. 132 , ม. 174