ฎีกาที่ 1450/2510
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์เช่าที่ดินซึ่งมีบ่อเลี้ยงปลา แต่โจทก์ได้ปิดกั้นบ่อ ปลูกต้นไม้ล้มลุกและล้อมรั้วลวดหนามไว้ ต่อมาจำเลยซื้อที่ดินแปลงนั้น แต่โจทก์ยังคงครอบครองในฐานะเป็นผู้เช่า แล้วจำเลยไปวิดปลาในบ่อ ตัดต้นไม้ล้มลุกและรื้อลวดหนามเหล่านั้น จำเลยย่อมมีความผิดฐาน ลักทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์ ผู้เช่าที่ดินได้ปลูกต้นไม้ล้มลุกไว้ เมื่อออกจากที่ดินไป ผู้เช่าที่ดินมีสิทธิเอาไม้ล้มลุกไปได้
ย่อยาว
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้เช่านาตามโฉนดเลขที่ 356, 2165จากเจ้าของเดิม ต่อมาจำเลยได้รับซื้อที่นาไว้เป็นกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์ยังครอบครองในฐานะเป็นผู้เช่าตลอดมา เมื่อวันที่ 25, 26, 27 มีนาคม 2508 จำเลยบังอาจสมคบกับพวกรวม 5 คน ทำการ ลักทรัพย์ โดยวิดบ่อในบริเวณที่ที่โจทก์เช่า แล้วนำเอาปลาในบ่อไป คิดเป็นเงินราคาประมาณ 2,000 บาทเศษ ต่อมาวันที่ 6 และ 7 เมษายน 2508 จำเลยได้รื้อลวดหนามที่ล้อมรอบบ้านของโจทก์ในที่เช่านั้น และจำเลยกับพวกอีก 3 คน สมคบกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินที่เช่าของโจทก์แล้วบังอาจขุดทำลายต้นผลไม้ต่าง ๆ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์คิดเป็นเงิน 30,000 บาท เป็นอย่างต่ำ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 358, 359 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลเป็นความผิดทางอาญา พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีของโจทก์มีมูลให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าปลาและพืชผลที่หาว่าจำเลยลักและทำลายมีและเกิดอยู่ในนาของจำเลย การวิดบ่อปลาได้ทำต่อหน้าโจทก์และภริยาโจทก์ มิได้ลักลอบกระทำแสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาทุจริต พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ยังครอบครองที่ดินในฐานะเป็นผู้เช่าอยู่การที่จำเลยจับเอาปลาและขุดต้นไม้ล้มลุกต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์แล้ว เอาไปเสีย ทั้งได้รื้อลวดหนามของโจทก์จนเสารั้วหัก การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องเว้นแต่ที่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 359 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องตามนั้น พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) ให้จำคุกมีกำหนด 6 เดือน และผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 ให้ปรับจำเลยเป็นเงิน 3,000 บาทไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังว่า จำเลยให้คนไปวิดบ่อเอาปลาซึ่งเป็นของโจทก์ไปจริงและเชื่อว่าจำเลยรื้อรั้วลวดหนามทำให้ลวดหนามขาด เสารั้วหักทั้งขุดฟันเอาต้นผลไม้ต่าง ๆ ของโจทก์ไปจริง แล้ววินิจฉัยว่าต้นไม้ที่จำเลยกับพวกขุดและตัดฟันเอาไป มีทั้งไม้ยืนต้นและไม้ล้มลุกซึ่งโจทก์ปลูกไว้ โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดิน ไม้ล้มลุกที่โจทก์ปลูกเมื่อโจทก์ต้องออกไปจากที่ดิน โจทก์ก็มีสิทธิจะขนเอาไปได้ จำเลยจะอ้างว่าจำเลยซื้อที่ดินแล้วสิ่งของเหล่านั้นต้องเป็นของจำเลยทั้งหมดหาได้ไม่ แม้ที่ดินรายนี้จำเลยจะได้ซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแล้วก็ดี แต่โจทก์ก็ยังครอบครองมีสิทธิอยู่ตามสัญญาเช่า การที่จำเลยให้วิดบ่อเอาปลาไปและขุดฟันต้นไม้ล้มลุกต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์แล้วเอาไปเสีย ทั้งได้รื้อลวดหนามของโจทก์จนเกิดความเสียหาย โดยจำเลยไม่มีอำนาจกระทำได้นั้น การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ภายในกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้นี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2510 นายหมัดอิดริส โต๊ะเหม โจทก์ นายยะยอ กำมะหยี่ จำเลย ป.พ.พ. ม. 108 ป.อ. ม. 334 , ม. 335 , ม. 358