ฎีกาที่ 1368/2510
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์เป็นบุตรคนเดียวของ ซ. ซึ่งเป็นบุตรของ ย. เมื่อฮ. ซึ่งเป็นสามีของ ย. ตาย มรดก ของ ฮ. คงมีเฉพาะ 2 ใน 3 ของที่ดิน 3 โฉนดผู้จัดการ มรดก ของ ฮ. มีสิทธิจัดการได้เฉพาะ มรดก ของ ฮ. ตอนนี้ ซ. มารดาโจทก์มิได้เป็นทายาทของ ฮ. ไม่มีสิทธิในที่ดิน 3 แปลงนี้ เพราะ ย. มารดาของซ . ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ยังมีชีวิตอยู่ ผู้จัดการ มรดก จึงไม่ได้กระทำอะไรแทน ซ. ย. คงมีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดิน 3 โฉนดทุกแปลง เมื่อ ย. ตายในปี 2490 ที่ดิน 3 ใน 7 ส่วน ทั้ง 3 โฉนด เป็น มรดก ของ ย. ตกได้แก่ทายาทของ ย. คือบุตรของ ย. ที่เกิดจากสามีเก่าและสามีใหม่ มรดก ของ ย. ไม่มีผู้จัดการ มรดก คงมีแต่ทายาททายาททุกคนไม่อยู่ในฐานะจัดการ มรดก แทนทายาทอื่น ถ้า ซ. บุตรของย. ฟ้องขอให้แบ่ง มรดก ภายใน 1 ปี ซ. ก็มีสิทธิขอแบ่ง มรดก ย.3 ใน 7 ส่วนของที่ดินทั้ง 3 แปลง ถ้ามิได้ฟ้องภายใน 1 ปี ก็ต้องห้ามมิให้ฟ้องคดี มรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เว้นแต่ ซ. จะได้ครอบครองทรัพย์ มรดก ตามที่บัญญัติไว้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 หมายความว่าเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปีแล้ว ทายาทที่ครอบครอง มรดก เรียกให้แบ่งทรัพย์ มรดก ได้เฉพาะทรัพย์ที่ตนครอบครองเท่านั้น เว้นแต่ทรัพย์ มรดก นั้นไม่มีทายาทคนใดครอบครองเลย ซึ่งในกรณีเช่นนี้ทรัพย์ มรดก นั้นทายาทเป็นเจ้าของร่วมกันตามมาตรา 1754 เมื่อ ซ. มารดาโจทก์ได้ครอบครองที่ดิน มรดก โฉนดที่ 446 แปลงเดียว ส่วนที่ดินโฉนดที่ 942 และ 943 จำเลยทั้งห้าเป็นผู้ครอบครอง ซ. ก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งเฉพาะที่ดินที่ตนครอบครอง โจทก์จะอ้างการจัดการ มรดก ของ ฮ. เป็นการกระทำแทน ซ. หาได้ไม่ จำเลยเป็นผู้จัดการ มรดก ของ ฮ.โจทก์ไม่ใช่ทายาทของ ฮ. ผู้จัดการ มรดก ไม่มีหน้าที่จะต้องแสดงบัญชีต่อผู้ที่ไม่ใช่ทายาท การที่ ซ. เสียภาษีที่ดินในนามของ ย.ไม่เป็นการแสดงว่าซ. ครอบครองที่ดินแต่อย่างใด ฉะนั้น การที่โจทก์ขออ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมว่า ซ.เสียภาษีในนามของย. เมื่อสืบพยานโจทก์หมดแล้วจึงไม่ทำให้การวินิจฉัยคดีเปลี่ยนแปลงไป โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เป็นประเด็นว่า ทายาทอื่นหมดสิทธิหรือสละสิทธิรับ มรดก และโจทก์ได้สิทธิอันใดเกินกว่าสิทธิของทายาทคนหนึ่งจะมาอ้างในชั้นอุทธรณ์ฎีกาหาได้ไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดิน 3 โฉนดเป็น มรดก ฯลฯ จำเลยเก็บรายได้มาแบ่งปันให้ทายาทเฉพาะที่ดินโฉนดที่ 446 ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2505 จำเลยให้ ส. เช่า ได้ค่าเช่าเดือนละ 12,000 บาท ขอให้คิดบัญชีแบ่งดอกผลให้โจทก์ตามส่วนและแบ่งดอกผลตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจำเลยก็ไม่ปฏิเสธว่าไม่มีรายได้ กลับรับว่าเอารายได้มาแบ่งให้พวกของจำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ฮ. ดังนี้จำเลยจะอ้างว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุมหาได้ไม่ ตัวทรัพย์ที่จำเลยให้เช่าเป็น มรดก ที่โจทก์มีสิทธิได้ส่วนแบ่ง จำเลยให้เช่าตั้งแต่สิงหาคม 2505 ก่อนวันฟ้อง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งดอกผลคือค่าเช่าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2505 จนถึงวันฟ้องด้วย คำสั่งศาลที่อนุญาตให้โจทก์ฟ้องความอย่างคนอนาถาย่อมเป็นที่สุดย่อมอุทธรณ์ฎีกาอีกไม่ได้ ไม่ว่าก่อนหรือหลังศาลพิพากษา โจทก์มิได้ฟ้องให้เอาสินสมรสใช้สินเดิม เป็นแต่บรรยายถึงสิทธิในการขอแบ่งสินสมรส จึงไม่ต้องระบุว่ามีทรัพย์อะไรเป็นสินเดิมไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม (อ้างฎีกาที่ 886/2479,1080/2497) มรดก ที่มีผู้จัดการ เมื่อยังมิได้แบ่งให้ทายาททุกคนการจัดการ มรดก ยังไม่เสร็จ การแบ่ง มรดก ต้องแบ่งตัวทรัพย์หรือเงินราคาตามมาตรา 1750 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากตกลงเป็นอย่างอื่นจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 ถ้ามีทายาทหลายคน ทายาทหาจำต้องแสดงเจตนาครอบครองต่อกันไม่ เมื่อนาง ซ. ซึ่งเป็นทายาทครอบครองทรัพย์ มรดก ก็มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์ มรดก ได้จำเลยจะไปประกาศรับโอน มรดก อย่างใด หาอาจใช้ยัน ซ. ได้ไม่ และจำเลยจะอ้างอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 1382 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ยัน ซ. ก็ไม่ได้เพราะ ซ. กับจำเลยครอบครองร่วมกัน จำเลยมิได้เป็นทายาทของ ซ. จึงยกอายุความ 1 ปีขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของ ซ. ไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นหลานนางยู้หรือทองอยู่ โดยเป็นบุตรคนเดียวของนางซิ่วซึ่งเป็นบุตรของนางยู้หรือทองอยู่กับนายตี๋ เมื่อนายตี๋สามีนางยู้หรือทองอยู่วายชนม์แล้ว ต่อมานายโฮถุนน้องชายนายตี๋ได้สมรสกับนางยู้หรือทองอยู่ แล้วอยู่กินเป็นสามีภริยากันตลอดมา มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือจำเลยทั้งห้านี้ การสมรสระหว่างนายโฮถุนกับนางยู้หรือทองอยู่นั้นต่างมีสินเดิมด้วยกัน รวมราคาทรัพย์สินสมรสทั้งสิ้นประมาณ 9,290,000 บาท ต่อมานายโฮถุนสามีนางยู้หรือทองอยู่วายชนม์ ทรัพย์ดังกล่าวยังมิได้จำหน่ายจ่ายโอน และยังไม่มีการแบ่งแยกระหว่างนายโฮถุนกับนางยู้หรือทองอยู่ จำเลยที่ 1 ได้เก็บรายได้จากทรัพย์เหล่านี้มาแบ่งปันระหว่างทายาทรวมทั้งมารดาโจทก์และจำเลยทั้งห้าตลอดมา ต่อมานางยู้หรือทองอยู่ถึงแก่ความตาย ทรัพย์ มรดก ดังกล่าวยังไม่มีการแบ่งต่อมานางซิ่วมารดาโจทก์วายชนม์ โจทก์ครอบครองทรัพย์ทั้งหมดร่วมกับจำเลยทั้งห้า ซึ่งถือว่านางซิ่วสืบ มรดก ของนางยู้หรือทองอยู่โดยการครอบครองร่วมกับจำเลย จำเลยสมคบกันทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดที่ 446 พร้อมทั้งสิ่งก่อสร้างทั้งหมดให้นางสุนีรัตน์ เตลาน เช่า มีกำหนด 15 ปี โดยเรียกเงินกินเปล่าได้อีกเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาท ค่าเช่าเดือนละ 12,000 บาท เมื่อทำสัญญาเช่าแล้ว จำเลยทั้งห้าขับไล่โจทก์ให้ออกไป ไม่ยอมให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับกอง มรดก ขอให้จำเลยแบ่ง มรดก ที่ครอบครองร่วมกันมาดังกล่าว จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์ตามฟ้องให้โจทก์ ถ้ามิอาจแบ่งแยกได้ ก็ให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์ตามส่วนของโจทก์จำนวน 516,111 บาทให้โจทก์ หากศาลจะฟังว่านางยู้หรือทองอยู่ไม่มีสินสมรสมาในขณะที่สมรสกับนายโฮถุน (ที่ถูกน่าจะเป็นสินเดิม) เมื่อนายโฮถุนวายชนม์ นางยู้หรือทองอยู่ก็มีส่วนได้รับ มรดก ของนายโฮถุนเสมอด้วยบุตรคนหนึ่ง คือ 1 ใน 6 ส่วน เป็นจำนวนเงิน 1,548,333.33 บาท และเมื่อนางยู้หรือทองอยู่วายชนม์ มรดก ของนางยู้หรือทองอยู่ตกได้แก่นางซิ่วมารดาโจทก์ 1 ใน 9 ส่วน เป็นเงิน 172,037.03 บาท มรดก นี้ต้องตกได้แก่โจทก์ผู้สืบ มรดก นางซิ่วแต่คนเดียว ขอให้บังคับจำเลยแบ่งส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับดังกล่าวนี้ให้โจทก์ จำเลยทั้ง 5 คนให้การสู้คดีว่า จะต้องแบ่ง มรดก ระหว่างทายาทออกเป็น 10 ส่วน จะตกได้แก่โจทก์ผู้รับ มรดก นางซิ่งมารดาโจทก์เพียง 1 ใน 10 ส่วน หาใช่ 1 ใน 6 ส่วนดังโจทก์ฟ้องไม่ นายโฮถุนฝ่ายเดียวมีสินเดิมคือมีเงิน 20,000 บาท ดังนี้ นางยู้หรือทองอยู่จึงไม่มีสิทธิในทรัพย์อันเป็นสินสมรสที่เกิดขึ้นเลย โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าสินเดิมของใครมีทรัพย์อะไรบ้าง คำฟ้องข้อนี้จึงเคลือบคลุม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าแบ่งที่ดินโฉนดที่ 446 ให้โจทก์ 1 ใน 10 ส่วน หรือมิฉะนั้นให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้เงิน 128,571.42 บาทให้โจทก์ หรือให้เอาที่ดินโฉนดดังกล่าวออกขายทอดตลาดแบ่งเงินให้โจทก์ตามส่วน กับให้จำเลยทั้งห้าส่งมอบเงินค่าเช่าที่ดินโฉนดที่ 446 ให้โจทก์เดือนละ 1,200 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2505 จนกว่าจะได้จัดการแบ่งที่ดิน มรดก เสร็จ ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนาย 3,000 บาท แทนโจทก์ด้วย คำขออื่นให้ยกเสีย โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดที่ 446 และสิ่งปลูกสร้างที่มีมาแต่เดิม คือ ตึก 1 หลัง และเรือน 4 หลังตามฟ้อง และค่าเช่าดังกล่าวข้างต้นให้โจทก์ 3 ใน 70 ส่วน ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถ้าแบ่งกันไม่ได้ ให้ประมูลราคาระหว่างโจทก์จำเลยหากไม่ตกลงกันก็ให้ขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใด แบ่งให้โจทก์ตามส่วน โจทก์และจำเลยฎีกาต่อมา 1. โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ควรมีส่วนได้รับแบ่งในที่ดินโฉนดที่ 942และ 943 ด้วย เพราะที่ดินสองแปลงนี้ยังอยู่ในระหว่างจัดการ มรดก ของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ เมื่อนายโฮถุนตาย มรดก ของนายโฮถุนคงมีเฉพาะ 2 ใน 3 ของที่ดิน 3 โฉนด ผู้จัดการ มรดก ของนายโฮถุนมีสิทธิจัดการได้เฉพาะ มรดก นายโฮถุน ตอนนี้นางซิ่วมารดาโจทก์มิได้เป็นทายาทของนายโฮถุน ไม่มีสิทธิในที่ดินทั้ง 3 แปลงนี้แต่ประการใด เพราะนางยู้มารดานางซิ่วยังมีชีวิตอยู่ ผู้จัดการ มรดก จึงไม่ได้กระทำอะไรแทนนางซิ่ว นางยู้คงมีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดิน 3 โฉนดนี้ทุกแปลง ๆ ละ 3 ใน 7 ส่วน เมื่อนางยู้ตายในปี พ.ศ. 2490 ที่ดิน 3 ใน 7 ส่วนทั้ง 3 โฉนดเป็น มรดก ของนางยู้ตกได้แก่ทายาทของนางยู้คือบุตรของนางยู้ที่เกิดจากสามีเก่าและสามีใหม่ มรดก ของนางยู้ไม่มีผู้จัดการ มรดก คงมีแต่ทายาท ทายาททุกคนไม่อยู่ในฐานะจัดการ มรดก แทนทายาทอื่น ถ้านางซิ่วฟ้องขอให้แบ่ง มรดก ภายใน 1 ปี นางซิ่วก็มีสิทธิขอแบ่ง มรดก นางยู้ 3 ใน 7 ส่วนของที่ดินทั้ง 3 แปลง ถ้ามิได้ฟ้องภายใน 1 ปี ก็ต้องห้ามมิให้ฟ้องคดี มรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เว้นแต่นางซิ่วจะได้ครอบครองทรัพย์ มรดก ตามที่บัญญัติไว้ มาตรา 1748 หมายความว่า เมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปีแล้ว ทายาทที่ครอบครอง มรดก เรียกให้แบ่งทรัพย์ มรดก ได้เฉพาะทรัพย์ที่ตนครอบครองเท่านั้น เว้นแต่ทรัพย์ มรดก นั้นไม่มีทายาทคนใดครอบครองเลย ซึ่งในกรณีเช่นนี้ทรัพย์ มรดก นั้นทายาทเป็นเจ้าของร่วมกัน ตามมาตรา 1754 เมื่อนางซิ่วได้ครอบครองที่ดิน มรดก โฉนดที่ 446 แปลงเดียว ส่วนที่ดินโฉนดที่ 942 และ 943จำเลยทั้งห้าเป็นผู้ครอบครอง นางซิ่วก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งเฉพาะที่ดินที่ตนครอบครอง โจทก์จะอ้างการจัดการ มรดก ของนายโฮถุนเป็นการกระทำแทนนางซิ่วหาได้ไม่ โจทก์ฎีกาว่า การจัดการ มรดก ยังไม่เสร็จ ต้องมีการแสดงบัญชีข้อนี้ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นผู้จัดการ มรดก นายโฮถุน โจทก์ไม่ใช่ทายาทของนายโฮถุน ผู้จัดการ มรดก ไม่มีหน้าที่จะต้องแสดงบัญชีต่อผู้ที่ไม่ใช่ทายาท โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้อ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมเมื่อสืบพยานโจทก์หมดแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลควรให้โจทก์อ้างได้ เพราะสามารถชี้ข้อเท็จจริงได้ชัด ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าหาทำให้การวินิจฉัยคดีเปลี่ยนแปลงไปไม่ เพราะพยานหลักฐานที่โจทก์ขออ้างว่าที่ดิน 2 โฉนดนั้นได้มีการเสียภาษีในนามของนางยู้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 ถึงปี พ.ศ. 2506 การเสียภาษีในนามของนางยู้ ไม่เป็นการแสดงว่านางซิ่วครอบครองที่ดิน 2 โฉนดนั้นแต่อย่างใด โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ควรได้ส่วนแบ่งมากกว่า 3 ใน 70 ส่วน เพราะเหตุสุดวิสัยได้ส่วนแบ่งไปแล้ว นายรัตน์ นางบี๋ นางประยูร มิได้โต้แย้งเข้ามาในคดีนี้ คงเหลือแต่โจทก์กับจำเลยทั้งห้า ควรแบ่ง มรดก นางยู้ที่มี 3 ใน 7 ส่วนนั้นเฉพาะโจทก์จำเลย 6 ส่วน ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เป็นประเด็นไว้ว่า คนทั้งสี่นี้หมดสิทธิหรือสละสิทธิรับ มรดก และโจทก์ได้สิทธิอันใดที่เกินกว่าสิทธิของทายาทคนหนึ่ง จะมาอ้างในชั้นอุทธรณ์ฎีกาหาได้ไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งค่าเช่าที่ดินโฉนดที่ 446 ตั้งแต่วันฟ้องนั้นไม่ถูก โจทก์ควรได้รับส่วนแบ่งค่าเช่าตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2505 ซึ่งเป็นเดือนที่ให้เช่า ฝ่ายจำเลยก็ฎีกาขึ้นมาด้วยว่า คำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้จำเลยแบ่งค่าเช่าแก่โจทก์ แม้ในคำฟ้องจะได้กล่าวถึงเรื่องจำเลยให้เช่าที่ดินโฉนดที่ 446 ได้ค่าเช่าเดือนละ 12,000 บาทไว้ก็ดี แต่โจทก์มิได้คิดค่าเช่าตั้งแต่วันเช่าถึงวันฟ้องรวมเป็นทุนทรัพย์เข้ามาด้วย และศาลมิได้กำหนดประเด็นเรื่องค่าเช่าไว้เลยคำขอของโจทก์ข้อ 2, 3 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 แสดงบัญชีจัดการ มรดก ถึงวันฟ้อง บังคับให้จำเลยส่งมอบทรัพย์ที่ได้จากดอกผลทั้งหมดแล้วแบ่งให้โจทก์โดยส่วน และบังคับให้จำเลยแบ่งดอกผลและรายได้จากกอง มรดก ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์ส่วนของโจทก์ไว้ คำขอนี้จำเลยก็ให้การตัดฟ้องว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลฎีกาได้วินิจฉัยฎีกาของโจทก์จำเลยในข้อนี้รวมกันไป และศาลฎีกาเห็นว่าเรื่องนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินทั้ง 3 โฉนดเป็น มรดก และมิห้องแถวตึกแถวเป็นอาคารพาณิชย์บนที่ดินนี้ จำเลยเก็บรายได้มาแบ่งปันให้ทายาทเฉพาะที่ดินโฉนดที่ 446 ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2505 จำเลยให้นางสุนีรัตน์เช่า ได้ค่าเช่าเดือนละ 12,000 บาท ขอให้คิดบัญชีแบ่งดอกผลให้โจทก์ตามส่วน และแบ่งดอกผลตั้งแต่วันฟ้องต่อไป จำเลยก็ไม่ปฏิเสธว่าไม่มีรายได้ กลับรับว่าเอารายได้มาแบ่งให้พวกของจำเลยซึ่งเป็นทายาทของนายโฮถุน บุตรสามีเก่าของนางยู้ไม่ใช่ทายาท ดังนี้ จำเลยจะอ้างว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุมหาได้ไม่ หากโจทก์มีสิทธิได้ส่วนแบ่งตัวทรัพย์ มรดก ที่ให้เช่า โจทก์ก็ย่อมได้ส่วนแบ่งดอกผลด้วย โจทก์ขอให้จำเลยเอาดอกผลรายได้มาแบ่ง และให้แบ่งตั้งแต่วันฟ้องต่อไปด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า ต้องแบ่งค่าเช่าให้โจทก์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2505 จนถึงวันฟ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้ออื่น ๆ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า คำสั่งศาลที่อนุญาตให้โจทก์ฟ้องความอย่างคนอนาถา ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรค 3 นั้น ต้องตีความว่าเป็นที่สุดแต่ในชั้นไต่สวนอนาถา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว จำเลยเห็นว่าจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาเพราะไม่มีกฎหมายห้าม ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อมีมาตรา 156 วรรค 3 ดังกล่าวข้างต้นบัญญัติใช้คำสั่งอนุญาตเป็นที่สุดแล้ว ย่อมอุทธรณ์ฎีกาอีกไม่ได้ ไม่ว่าก่อนหรือหลังศาลพิพากษา มิฉะนั้น ก็ไม่เป็นที่สุดตามที่บัญญัติไว้ จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะมิได้บรรยายว่าสินเดิมของนางยู้มีทรัพย์อะไรบ้าง จึงไม่มีประเด็นที่จะให้โจทก์นำสืบเรื่องสินเดิมของนางยู้ได้ข้อนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยต้องกันว่า โจทก์มิได้ฟ้องให้เอาสินสมรสใช้สินเดิมเป็นแต่บรรยายแสดงถึงสิทธิในการขอแบ่งสินสมรส จึงไม่ต้องระบุว่ามีทรัพย์อะไรเป็นสินเดิมไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่ศาลชั้นต้นอ้างและฎีกาที่ 1080/2497 ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองฟังว่านางยู้มีสินเดิมชอบแล้ว จำเลยฎีกาว่า ได้ตกลงแบ่ง มรดก มาก่อนนางยู้ตาย เมื่อนางยู้ตายจึงไม่มีทรัพย์อะไรตกเป็น มรดก ข้อนี้ฟังไม่ได้ดังจำเลยฎีกา มรดก นี้มีผู้จัดการเมื่อยังมิได้แบ่งให้ทายาททุกคน การจัดการ มรดก ยังไม่เสร็จ การแบ่ง มรดก ต้องแบ่งตัวทรัพย์หรือเงินราคาตามมาตรา 1750 ห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากตกลงเป็นอย่างอื่นจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จำเลยฎีกาว่า เป็นหน้าที่โจทก์จะต้องนำสืบว่า เมื่อนางยู้ตายนางซิ่วเลิกการเป็นผู้อาศัย และแสดงออกโดยการกระทำหรือเจตนาครอบครองที่ดิน ในฐานะผู้รับ มรดก ร่วมกับจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีกฎหมายอย่างจำเลยฎีกา เมื่อนางยู้ตายทรัพย์ มรดก ของนางยู้ตกทอดแก่ทายาท และมาตรา 1745 บัญญัติว่า ถ้ามีทายาทหลายคนทายาทเหล่านั้นมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์ มรดก ร่วมกันจนกว่าจะได้แบ่ง มรดก กันเสร็จแล้วและให้ใช้มาตรา 1356 ถึงมาตรา 1366 อันว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวมบังคับ หาจำต้องแสดงเจตนาครอบครองต่อจำเลยไม่เมื่อนางซิ่วครอบครองทรัพย์ มรดก ก็มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์ มรดก ได้ จำเลยจะไปประกาศรับโอน มรดก อย่างใดหาอาจจะใช้ยันนางซิ่วได้ไม่และจำเลยจะอ้างอายุความครอบครอง 10 ปีตามมาตรา 1382 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้ยันนางซิ่วก็ไม่ได้เพราะนางซิ่วกับจำเลยครอบครองร่วมกัน ส่วนอายุความ 1 ปี จำเลยก็ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้ เพราะจำเลยมิได้เป็นทายาทของนางซิ่ว จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยแบ่งค่าเช่าที่ดินโฉนดที่ 446 เดือนละ 12,000 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2505จนถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์อีกด้วย โดยคำนวณตามส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไว้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1368/2510 นางบุญยงค์ ชื่นศิวา โจทก์ นายสวัสดิ์ โหตรภวานนท์ กับพวกรวม 5 คน จำเลย ป.พ.พ. ม. 111 , ม. 1336 , ม. 1382 , ม. 1599 , ม. 1629 , ม. 1639 , ม. 1719 , ม. 1720 , ม. 1729 , ม. 1732 , ม. 1745 , ม. 1748 , ม. 1750 , ม. 1754 ป.วิ.พ. ม. 88 , ม. 142 , ม. 172 , ม. 249 , ม. 271