ฎีกาที่ 1145/2510
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
หนังสือสัญญามีข้อความกล่าวเท้าถึงการ จำนอง ที่โจทก์จำเลยทำกันไว้แต่เดิม จึงเห็นได้ว่า คู่กรณียังรับรองสัญญา จำนอง ที่ทำไว้เดิมแม้สัญญา จำนอง จะมีกำหนดไถ่ถอนคืนกันภายใน 3 ปี เมื่อครบกำหนดโจทก์ยังมิได้ใช้สิทธิบังคับ จำนอง ข้อความตามสัญญาฉบับหลังมีความว่าข้าพเจ้านายเวสขอทำสัญญารับเงินเพิ่มให้นายขาวซึ่งเป็นผู้รับ จำนอง ที่ดินนาและสวนไว้ และมีข้อความยืนยันเพิ่มต่อไปในข้อ 1 แห่งสัญญาว่า'ขอรับเงินเพิ่มอีก 3,768 บาท' และยังมีข้อสัญญาต่อไปอีกว่า ยอมให้จำเลยนำเงินที่ จำนอง เดิมกับเงินที่รับเพิ่มไปใหม่อีก 3,768 บาท มาใช้คืนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับ จำนอง ได้ต่อไปอีกภายใน 2 ปี แสดงว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ จำนอง เอาเงินมาไถ่คืนไปได้ หาใช่ว่าจำเลยยอมตกลงจะขายที่ดินที่ จำนอง ให้แก่โจทก์แต่อย่างเดียวไม่และข้อ 2 แห่งสัญญายังมีข้อความอีกว่า ให้ท่าน(โจทก์) เข้าครอบครองเก็บผลไม้ในสวนและทำนาแทนดอกเบี้ยและเงินเพิ่มต่อไป อันเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยมอบที่ดินให้ไว้เพื่อเป็นประกันเงิน ที่รับไปโดยการ จำนอง การเอาที่ดินใช้หนี้เงินกู้ที่ จำนอง เป็นประกัน ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง ผู้รับ จำนอง จึงไม่อาจขอให้บังคับผู้ จำนอง ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ จำนอง ไว้นั้นได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 สามีจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญา จำนอง ที่นาที่สวน 2 แปลงไว้กับโจทก์เป็นเงิน 200 บาทกำหนดไถ่ถอนภายใน 2 ปี จำเลยไม่ไถ่ถอน ต่อมาจำเลยทั้งสองตกลงจะขายที่นาที่สวนให้โจทก์โดยคิดราคาเพิ่มอีก 3,768 บาท จำเลยรับเงินไปแล้วโดยสัญญาว่า ถ้าจำเลยทั้งสองไม่นำเงิน 200 บาทตามสัญญา จำนอง ไปไถ่ถอนการ จำนอง และที่รับไปใหม่ตามราคาที่จำเลยคิดเพิ่มรวมเป็นเงิน 3,968 บาท ไปชำระแก่โจทก์ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2494 จำเลยยอมโอนที่นาและสวนให้โจทก์ จำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ไถ่ถอน จำนอง และชำระหนี้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่นาและสวนให้โจทก์ ฯลฯ จำเลยให้การว่า ไม่เคยตกลงจะขายหรือโอนที่ดินให้โจทก์ไม่เคยรับเงิน 3,768 บาท สัญญาท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอมและไม่ใช่สัญญาจะซื้อขาย วันนัดพิจารณา โจทก์ว่าเอกสารหมาย จ.3 เป็นสัญญาจะซื้อขายส่วนจำเลยเถียงว่าเป็นสัญญาขึ้นเงิน จำนอง ทั้งสองฝ่ายขอให้ศาลตีความในสัญญา ศาลชั้นต้นสั่งว่าไม่จำต้องสืบพยาน วินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.3 มิใช่สัญญาจะซื้อขาย พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เอกสารหมาย จ.3 เป็นสัญญาจะซื้อขายพิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองโอนที่นาและที่สวนตามหนังสือสัญญาให้แก่โจทก์ ฯลฯ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เอกสารหมาย จ.3 มีความว่า "ข้าพเจ้า นายเวสนาคสังข์ นางรวบ นาคสังข์..... ขอทำหนังสือสัญญารับเงินเพิ่มให้นายขาว มูลลักษณ์ ยึดถือไว้ฉบับหนึ่ง มีข้อความต่อไปนี้ ข้อ 1 ข้าพเจ้ามีนา 1 แปลง สวน 1 แปลง.....ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะขายขาดกรรมสิทธิ์ให้แก่ท่านโดยที่ 2 แปลงนี้ ข้าพเจ้าได้ขาย จำนอง ตามหนังสือสัญญา จำนอง ลงวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2483 เป็นเงิน 200 บาทแต่บัดนี้ข้าพเจ้าขอรับเงินเพิ่มอีก 3,768 บาท ข้าพเจ้าขอให้สัญญาว่า ภายในสองปีนับแต่วันทำสัญญานี้ ข้าพเจ้าไม่นำเงินที่ขาย จำนอง และเงินเพิ่มซึ่งรับไปในวันนี้ 3,768 บาทมาชำระให้แก่ท่านภายในกำหนด 2 ปี ตามกล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้าจะไปทำสัญญาโอนสิทธิที่นาและที่สวนให้ท่านเป็นกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายต่อคณะกรมการอำเภอเมืองชุมพรต่อไป ข้อ 2 นับแต่วันทำหนังสือสัญญานี้ ให้ท่านเข้าทำครอบครองเก็บผลไม้ในสวนและทำนาแทนดอกเบี้ยและเงินเพิ่มต่อไป ข้าพเจ้าได้รับเงินเพิ่ม 3,768 บาท (สามพันเจ็ดร้อยหกสิบแปดบาทถ้วน) ไปจากท่านแต่วันทำหนังสือสัญญานี้แล้ว ฯลฯ" ท้ายหนังสือสัญญานี้ได้ลงลายมือชื่อจำเลยทั้งสองโดยระบุว่า ในฐานะเป็นผู้รับเงินเพิ่มและโจทก์เป็นผู้เขียนสัญญานี้ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามหนังสือสัญญา ข้อความกล่าวเท้าถึงการ จำนอง ที่โจทก์จำเลยทำกันไว้เดิม จึงเห็นว่า คู่กรณียังรับรองสัญญา จำนอง ที่ทำไว้เดิม แม้สัญญา จำนอง จะมีกำหนดไถ่ถอนคืนกันภายใน 3 ปี ครบกำหนดโจทก์ยังมิได้ใช้สิทธิบังคับ จำนอง ข้อความตามสัญญาฉบับหลังขึ้นต้นมีความว่า ข้าพเจ้านายเวส นาคสังข์ ขอทำสัญญารับเงินเพิ่มให้นายขาวซึ่งเป็นผู้รับ จำนอง และมีข้อความยืนยันเพิ่มเติมต่อไป ในข้อ 1 แห่งสัญญาว่า "ขอรับเงินเพิ่มอีก 3,768 บาท" และยังมีข้อสัญญาตกลงกันต่อไปอีกว่า ยอมให้จำเลยนำเงินที่ จำนอง เดิม (คือเงิน 200 บาท) กับเงินที่รับเพิ่มไปใหม่อีก 3,768 บาท มาใช้คืนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับ จำนอง ได้ต่อไปภายใน 2 ปี อันแสดงว่าโจทก์ยังยอมให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ จำนอง เอาเงินมาไถ่เอานาและสวนกลับคืนไปได้ หาใช่ว่าจำเลยได้ยอมตกลงจะขายที่ดินที่ จำนอง ให้แก่โจทก์อย่างเดียวไม่ เพราะยังมีข้อตกลงที่ยอมให้จำเลยนำเงินมาไถ่ถอนที่ดินจากโจทก์ได้อยู่ และในข้อ 2 ก็ยังมีข้อความอีกว่า ให้ท่าน (โจทก์) เข้าครอบครองเก็บผลไม้ในสวนและทำนาแทนดอกเบี้ย และเงินเพิ่มต่อไป อันเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยมอบที่ดินให้ไว้เพื่อเป็นประกันเงินที่รับไปโดย จำนอง แม้จะฟังดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความประสงค์จะขายที่ดินให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ภายหลังที่กำหนดเวลา 2 ปีผ่านไปแล้ว กรณีก็เห็นได้ว่าแท้จริงเป็นการเอาที่ดินใช้หนี้เงินกู้ที่ จำนอง เป็นประกัน ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรค 2 โจทก์จึงไม่อาจที่จะขอให้บังคับจำเลยให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ จำนอง ไว้นั้นได้ พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1145/2510 นายขาว มูลลักษณ์ โจทก์ นายเวส นาคสังข์ ที่ 1 นางรวบ นาคสังข์ ที่ 2 จำเลย ป.พ.พ. ม. 132 , ม. 368 , ม. 456 , ม. 711 , ม. 656