ฎีกาที่ 946/2509
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เจ้าหนี้ของจำเลยฟ้องจำเลยเรียกหนี้สิน ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยนำใบมอบอำนาจมาขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย แต่ใบมอบอำนาจนั้นเป็นเรื่องทำให้คำขอรับรองการทำประโยชน์และทำนิติกรรมขายที่ดินตาม ส.ค.1เลขที่ 607 แม้จะมีข้อความว่าให้มีอำนาจดำเนินคดีทางศาล เช่น ยอมความได้ด้วยก็ตาม ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ดินนั้นเท่านั้น ดังนั้น ผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับเจ้าหนี้ของจำเลย แม้ศาลจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาตามยอมให้ ก็ไม่มีผลผูกพันจำเลย เมื่อจำเลยถูกศาลพิพากษาให้เป็นคน ล้มละลาย เจ้าหนี้ของจำเลยนั้นจึงจะนำหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมาขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ และจะอนุโลมเอามูลหนี้เดิมของเจ้าหนี้มาเป็นเหตุอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ก็ไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้มิได้ร้องขอรับชำระหนี้โดยอาศัยมูลหนี้เดิม และมิได้มีการไต่สวนพยานหลักฐานเกี่ยวกับมูลหนี้เดิมโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสียก่อน (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 10/2509)
ย่อยาว
คดีนี้ ศาลได้พิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคล ล้มละลาย เจ้าหนี้ของจำเลยต่างก็ขอรับชำระหนี้ เฉพาะรายธนาคารมณฑล จำกัดธนาคารนครหลวงไทย จำกัด นางพรรณี เบญจกุล และนางหั้ว เองฉ้วนได้มีผู้คัดค้าน และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไต่สวนแล้วทำความเห็นเสนอศาลว่า เจ้าหนี้ทั้งสี่รายนี้สมยอมกับผู้รับมอบอำนาจของจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล ผู้รับมอบอำนาจกระทำการไปโดยปราศจากอำนาจและทำนอกเหนืออำนาจที่ได้รับ หนี้ตามคำพิพากษาเกิดจากการสมยอม จึงขอรับชำระหนี้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย มาตรา 94(1) (2) ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ทั้งสี่รายจริง แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะสมบูรณ์หรือไม่ก็ตาม หนี้เดิมก็มิได้เสียหรือหมดไป จึงอนุญาตให้ผู้ขอรับชำระหนี้ทั้งสี่รายมีสิทธิขอรับชำระหนี้ได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ว่าก่อนที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด ผู้ขอรับชำระหนี้ทั้งสี่รายนี้ได้ฟ้องจำเลยเรียกหนี้สิน แล้วนายมานิตย์ได้นำใบมอบอำนาจของจำเลยซึ่งมอบให้ไปจัดการเกี่ยวกับการขอรับรองการทำประโยชน์และทำนิติกรรมขายที่ดิน ตาม ส.ค.1 เลขที่ 607 และให้มีอำนาจดำเนินคดีทางศาลเช่น ยอมความได้ด้วย มาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ขอรับชำระหนี้ทั้งสี่ศาลจังหวัดตรังได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาตามยอมให้ ศาลฎีกาเห็นว่า ใบมอบอำนาจนั้นเป็นเรื่องมอบอำนาจเกี่ยวกับที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 607 เท่านั้น มิใช่มอบอำนาจให้ทั่ว ๆ ไป นายมานิตย์จึงไม่มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับเจ้าหนี้ทั้งสี่รายนี้และไม่มีผลผูกพันจำเลย เจ้าหนี้ทั้งสี่จะนำหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้มิได้ และเห็นว่าจะอนุโลมนำเอามูลหนี้เดิมของเจ้าหนี้ดังกล่าวมาเป็นเหตุอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ก็มิได้ เพราะเจ้าหนี้มิได้ร้องขอรับชำระหนี้โดยอาศัยมูลหนี้เดิมประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งการขอรับชำระหนี้ต้องกล่าวโดยชัดแจ้งว่าขอรับชำระหนี้จากมูลหนี้ใดพร้อมกับเสนอหลักฐานต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องไต่สวนทำความเห็นเสนอต่อศาล ศาลต้องพิจารณาพยานหลักฐานของผู้ขอรับชำระหนี้ด้วย แต่เรื่องนี้ยังมิได้ดำเนินการเกี่ยวแก่หนี้เดิมแต่ประการใด จึงไม่มีทางที่ศาลจะเอามูลหนี้เดิมมาเป็นข้ออ้างอนุญาตให้เจ้าหนี้ทั้งสี่รายนี้รับชำระหนี้ได้ตามขอ พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสี่รายนี้เสีย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 946/2509 บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยนายแดน จูดาแซมมวล โจทก์ ผู้จัดการใหญ่ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำราญ ที่ 1 นายซื้อเถ้ง ที่ 2 จำเลย ผู้ขอรับชำระหนี้ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ธนาคารมณฑล จำกัด จำเลย นางพรรณี เบญจกุล และนางหั้ว เองฉ้วน จำเลย ป.พ.พ. ม. 823 ป.วิ.พ. ม. 138 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 , ม. 105 , ม. 107