ฎีกาที่ 695/2509
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
'เหตุสุดวิสัย' ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา23 หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งได้มิได้หมายถึงว่า'พฤติการณ์พิเศษที่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาไม่อาจกระทำได้ภายในกำหนดนั้นต้องเป็นเหตุสุดวิสัยเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 23 จึงไม่จำต้องเป็นเหตุอันเกิดจากภัยธรรมชาติซึ่งไม่มีใครอาจป้องกันได้ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 หากมีพฤติการณ์นอกเหนือที่ศาลไม่อาจมีคำสั่งขยายเวลาให้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาย่อมนับได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยการสั่งขยายเวลาศาลมีอำนาจสั่งเองได้ โดยคู่ความไม่ต้องร้องขอ ระยะเวลา 14 วันที่กำหนดให้ลูกหนี้ของบุคคลผู้ ล้มละลาย ปฏิเสธหนี้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย มาตรา 119 นั้นศาลอาจสั่งขยายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 และการที่เจ้าหนี้ปฏิเสธหนี้ส่งทางไปรษณีย์ถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ช้าไป 1 วันนั้น ก็ถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะสั่งขยายเมื่อพ้นกำหนดเวลาได้
ย่อยาว
คดีนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยได้มีหนังสือทวงหนี้ซึ่งผู้ร้องเป็นลูกหนี้จำเลยอยู่ ผู้ร้องมิได้ปฏิเสธหนี้ภายในกำหนดและมิได้ชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงขอให้ศาลออกคำบังคับให้ผู้ร้องชำระหนี้รายนี้ ผู้ร้องจึงร้องต่อศาลว่าได้ยื่นคำร้องปฏิเสธหนี้รายนี้ไว้แล้ว ข้อเท็จจริงรับกันว่า ผู้ร้องได้รับหนังสือทวงหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 5 ตุลาคม 2501 ผู้ร้องได้ส่งหนังสือปฏิเสธหนี้มายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ วันที่ 18 ตุลาคม 2501 หนังสือนี้ถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ 21 ตุลาคม 2501การส่งจดหมายจากที่อยู่ของผู้ร้องถึงผู้รับในจังหวัดพระนคร อาจถึงผู้รับในระยะ 1 หรือ 2 วัน ศาลชั้นต้นฟังว่า จดหมายของผู้ร้องถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ช้าไป 1 วันซึ่งตามปกติควรจะถึงภายในกำหนด จึงให้เพิกถอนคำบังคับที่ให้ผู้ร้องชำระเงินนั้นเสีย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ากำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ล้มละลาย มาตรา 119 ถือได้ว่าเป็นกำหนดเวลาตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งศาลอาจสั่งย่นหรือขยายเองได้และเห็นว่า การที่จดหมายของผู้ร้องถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ช้าไปนั้น จะปรับเป็นความผิดของผู้ร้องไม่ถนัด เมื่อความปรากฏแก่ศาลภายหลังเช่นนี้ นับว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัย จึงสั่งขยายระยะเวลาให้ และพิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัย "เหตุสุดวิสัย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งได้ มิได้หมายถึงว่า "พฤติการณ์พิเศษ" ที่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาไม่อาจกระทำได้ภายในกำหนดนั้น ต้องเป็นเหตุสุดวิสัย เหตุสุดวิสัยตาม มาตรา 23 จึงไม่จำต้องเป็นเหตุอันเกิดจากภัยธรรมชาติ ซึ่งไม่มีใครอาจป้องกันได้ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 หากกรณีมีพฤติการณ์นอกเหนือที่ศาลไม่สามารถมีคำสั่งขยายเวลาให้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาย่อมนับได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย การสั่งขยายเวลาศาลมีอำนาจสั่งเองได้โดยคู่ความไม่ต้องร้องขอ จึงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 695/2509 ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเบอร์ลี่ยุคเกอร์ แอนด์โก โจทก์ บริษัทธนาธิป จำกัด จำเลย ผู้ร้องคัดค้าน จำเลย นายบุญเพ็ง วิศวกิจ จำเลย ป.วิ.พ. ม. 1 (7) , ม. 23 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 119