ฎีกาที่ 957/2509
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือนมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกฐาน รับของโจร ครั้งที่สองฐานลักทรัพย์ เมื่อจำเลยพ้นโทษครั้งที่ 2 ไปแล้วภายในเวลา 10 ปี จำเลยกลับมากระทำผิดฐานลักทรัพย์ จนศาลพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่า 6 เดือนอีก ความผิดของจำเลยเหล่านี้ ก็เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ซึ่งอยู่ในประเภทเดียวกันกับที่ระบุไว้ในมาตรา 41(8) ทั้งสิ้น จึงเข้าเกณฑ์ที่ศาลจะให้กักกันได้ จำเลยทำการลักทรัพย์ 2 ราย ในเวลาห่างกันราว 1 เดือน ทั้งเป็นความผิดที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในอนุมาตราของมาตรา 335 ตั้งแต่ 2 อนุมาตราขึ้นไป คือ (1)(7)(11) ดังนี้ จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย สมควรที่ให้กักกันจำเลย
ย่อยาว
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองบังอาจสมคบร่วมกัน ต่างกรรมต่างวาระโดยลักไดนาโมชาร์ตของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1ไป 2 ครั้ง เป็นจำนวน 2 ลูก ราคา 5,200 บาท ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) (7) (11) มาตรา 91 และ 83 ก่อนคดีนี้จำเลยที่ 1 เคยถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ตามประวัติแจ้งโทษท้ายฟ้อง และภายในเวลา 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยพ้นโทษ จำเลยได้กระทำผิดฐานลักทรัพย์ในคดีนี้อีกเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัย ขอให้เพิ่มโทษและกักกันจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และ มาตรา 41 ด้วย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ชั่วคราว เพื่อให้โจทก์ฟ้องใหม่ภายใน 7 วัน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) (7) (11) ความผิดแต่ละกรรมโทษหนักเท่ากัน ลงโทษแต่กรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อพ้นโทษแล้วให้กักกันจำเลยไว้ตามมาตรา 41 มีกำหนด 3 ปี และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,200 บาทแก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ขอให้ยกโทษกักกัน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า เมื่อจำเลยพ้นโทษจำคุกแล้ว ไม่กักกันจำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อัยการโจทก์ฎีกาขอให้กักกันจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือนมาแล้ว ครั้งแรกถูกลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐาน รับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ประกอบด้วยมาตรา 78 ครั้งที่ 2 จำคุก 2 ปี 3 เดือนลด 1 ใน 5 ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 335 ประกอบด้วยมาตรา 93 และมาตรา 78 ซึ่งจำเลยกระทำผิดในขณะที่จำเลยมีอายุเกิน 17 ปีแล้วทั้งสองครั้งเมื่อจำเลยพ้นโทษครั้งที่ 2 ไปแล้วภายในเวลา 10 ปี จำเลยมากระทำผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 335 ในคดีนี้ จนศาลพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่า 6 เดือนอีก ความผิดของจำเลยเหล่านี้ก็เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ซึ่งอยู่ในประเภทเดียวกับที่ระบุไว้ในมาตรา 41(8) ทั้งสิ้นอยู่ในเกณฑ์ที่ศาลจะให้กักกันได้ เฉพาะคดีนี้จำเลยยังทำการลักทรัพย์ถึง 2 รายในเวลาห่างกันราว 1 เดือนเท่านั้น ทั้งเป็นความผิดที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในอนุมาตราของมาตรา 335 ตั้งแต่ 2 อนุมาตราขึ้นไป คืออนุมาตรา (1) (7) และ (11) อีกด้วยเห็นได้ชัดว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย สมควรที่ให้กักกันจำเลยด้วย พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะข้อกักกันเป็นว่าให้กักกันจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 957/2509 พนักงานอัยการกรมอัยการ และบริษัทพระนครธนบุรีขนส่ง โจทก์ จำกัด โจทก์ โดยนายสถิตย์ ปรีชาศิลป์ ผู้จัดการ ผู้เสียหาย โจทก์ นายสง่า ช้างอ้น หรืออ้นช้าง ที่ 1 จำเลย นายนรชัยหรือตี๋ กอธัญญาวัฒน์ ที่ 2 จำเลย ป.อ. ม. 335 , ม. 92 , ม. 91 , ม. 83 , ม. 41