ฎีกาที่ 1324/2508
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ข้อที่ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเรียกเอาไปชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109(3) จะต้องเป็นสิ่งของ ไม่ใช่ตัวเงินนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นแต่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวชั้นศาลอุทธรณ์แล้ว ย่อมอ้างอิงปัญหาข้อนี้ในชั้นฎีกาได้ แม้ว่าตัวเงินจะมิใช่สิ่งของ แต่เงินก็เป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการ ล้มละลาย ตามมาตรา109(1) ฉะนั้น ถึงแม้ผู้ร้องจะเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนด้วย ก็ไม่มีอำนาจที่จะนำเงินของหุ้นส่วนซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วเอาไปชำระหนี้บุคคลภายนอกโดยลำพังได้ ฉะนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาคืนได้ เพราะเป็นทรัพย์สินในคดี ล้มละลาย อันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตามมาตรา 109(1) ดังกล่าว
ย่อยาว
คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหนังสือถึงผู้ร้องให้คืนเงิน 20,000 บาท โดยอ้างเหตุว่าจำเลยผู้ ล้มละลาย มีสิทธิ์เรียกร้องให้ผู้ร้องคืนเงินจำนวนนี้ ผู้ร้องได้ปฏิเสธ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไต่สวนแล้วยืนยันให้ผู้ร้องไปชำระใน 14 วัน ผู้ร้องจึงมาร้องคัดค้านต่อศาลว่าโรงรับจำนำเชียงฮวดเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนและเป็นหนี้บุคคลภายนอกอยู่ 20,000 บาท ผู้ร้องเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งและเป็นผู้ค้ำประกันหนี้เงินนั้น จึงเอาเงินของห้างหุ้นส่วนชำระหนี้ไป เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีสิทธิมาเรียกร้องเอาจากผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเรียกร้องให้ผู้ร้องส่งเงินคืนได้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย ฯ มาตรา 119 โดยไม่ต้องฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องได้นำเงินไปชำระให้เจ้าหนี้ของโรงรับจำนำเชียงฮวดจริงหรือไม่ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ผู้ร้องคืนเงิน 20,000 บาทนั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสีย ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อที่ผู้ร้องว่าทรัพย์ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอาไปชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109(3) จะต้องเป็นสิ่งของ กรณีของผู้ร้องไม่ใช่สิ่งของแต่เป็นตัวเงิน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจเกี่ยวข้องนั้น เห็นว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น ถึงแม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น แต่ได้ยกขึ้นว่าชั้นศาลอุทธรณ์แล้ว จึงอ้างปัญหาข้อนี้ชั้นฎีกาได้ และศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถ้อยคำในมาตรา 109 แล้วเห็นว่าแม้เงินรายนี้จะไม่ใช่สิ่งของตามฎีกาของผู้ร้องก็ตามแต่เงินก็เป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการ ล้มละลาย ตามข้อ 1 แห่งมาตรานี้ จะถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินในคดี ล้มละลาย อันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีสิทธิเรียกคืนได้ ข้อที่ผู้ร้องฎีกาว่า มีสิทธินำเงินของโรงรับจำนำไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1043 และเป็นการใช้สิทธิในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยด้วยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนนั้น เห็นว่าเมื่อฟังว่าหนี้รายนี้ได้ชำระไปภายหลังเมื่อจำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ก็เป็นทรัพย์สินซึ่งตกอยู่ในคดี ล้มละลาย ดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าการที่ผู้ร้องชำระหนี้ไปนั้นเป็นการล่วงขอบอำนาจของตนหรือไม่ ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้ยกฎีกาของผู้ร้องเสีย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2508 นายจั๊กจิว แซ่เจีย โจทก์ นายมิ้นหรืออิ๊คมิ้น แซ่เบ๊ หรืออุดม ยิ่งไพบูลย์ จำเลย นายซินเคี้ยง แซ่เบ๊ ผู้ร้อง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 109 , ม. 119 , ม. 153 ป.วิ.พ. ม. 249 ป.พ.พ. ม. 1043