ฎีกาที่ 1352/2508
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยสมคบกับนายสมศักดิ์ทำการ ชิงทรัพย์ แล้วพากันหลบหนีนายสมศักดิ์ได้ใช้มีดแทงสิบตำรวจโทแม้นถึงแก่ความตายเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นการจับกุม เมื่อได้แยกทางกับจำเลยไปคนละทิศละทางแล้ว ถือได้ว่าเหตุการณ์เกี่ยวกับการ ชิงทรัพย์ ของจำเลยและนายสมศักดิ์ขาดตอนจากกันแล้ว จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคท้าย ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339วรรคสอง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคท้าย ซึ่งเป็นบทที่มีอัตราโทษหนักกว่า ถือได้ว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ในทำนองขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แล้ว แม้ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยคงผิดมาตรา 339 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับนายสมศักดิ์ แซ่ล้อ ได้ร่วมกันชิงสายสร้อยคอทองคำ 1 เส้น แล้วนายสมศักดิ์ได้ใช้มีดทำร้ายร่างกายสิบตำรวจโทแม้น ทับสายทอง ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339 จำเลยให้การว่า ได้สมคบกับนายสมศักดิ์ ชิงทรัพย์ ผู้เสียหายแล้วหนีไปคนละทางจำเลยมิได้ร่วมมือกับนายสมศักดิ์แทงทำร้ายสิบตำรวจโทแม้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรค 2 มอบตัวจำเลยให้ผู้ปกครอง โดยวางข้อกำหนดให้ผู้ปกครองระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้ายขึ้นภายใน 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคท้าย ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง อย่างศาลชั้นต้น แต่พิพากษาแก้โทษให้จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปยังสถานฝึกและอบรมของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางมีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 4 ปี โจทก์จำเลยฎีกาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยได้ร่วมกับนายสมศักดิ์ ชิงทรัพย์ มาแต่ต้น แต่ปรากฏว่าเมื่อนายสมศักดิ์ใช้มีดแทงสิบตำรวจโทแม้นนั้น จำเลยได้แยกทางกับนายสมศักดิ์หนีสิบตำรวจโททองคำไปคนละทิศละทางแล้วถือได้ว่าเหตุการณ์เกี่ยวกับการ ชิงทรัพย์ ของจำเลยและนายสมศักดิ์ขาดตอนจากกันแล้ว เพียงแต่จำเลยทราบว่านายสมศักดิ์มีอาวุธมีดติดตัวไปด้วยแล้วนายสมศักดิ์ซึ่งหนีไปแต่ผู้เดียวใช้มีดแทงสิบตำรวจโทแม้นผู้เข้าสกัดจับเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นจากการจับกุม จะให้จำเลยรับผลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคท้าย ด้วยดังฎีกาโจทก์อย่างไรได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสองชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาจำเลยที่ว่าศาลอุทธรณ์จะพิพากษา เพิ่มเติมโทษจำเลยไม่ได้เพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ดุลพินิจของศาลชั้นต้นเป็นการพิพากษาคดีเกินคำขอของโจทก์ปรากฏว่า คดีนี้ แม้โจทก์จะมิได้คัดค้านดุลพินิจของศาลชั้นต้นโดยตรงก็ตาม แต่โจทก์ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคท้าย ซึ่งมีอัตราโทษหนักกว่ามาตรา 339 วรรคสอง ถือได้ว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ในทำนองขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามมาตรา 212 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ หาเป็นการพิพากษาคดีเกินคำขอดังฎีกาจำเลยไม่ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ดังได้วินิจฉัยมา ศาลฎีกาแผนกคดีเด็กและเยาวชนเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเด็กและเยาวชนพิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีเด็กและเยาวชน ให้ยกฎีกาโจทก์จำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1352/2508 อัยการกรมอัยการ โจทก์ นายพิชัย แซ่ตั้ง จำเลย ป.อ. ม. 339 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 ม. 27