ฎีกาที่ 719/2507
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การที่ลูกหนี้นำเงินเข้าบัญชีและถอนไปในระยะเวลาที่ยังมีการเบิกเงินเกินบัญชีกันอยู่ หาเป็นการชำระหนี้เงินเบิกเกินบัญชีแต่อย่างใดไม่ จะนำข้อตกลงในการเบิกเงินเกินบัญชีที่ให้คิดดอกเบี้ยทบต้นทุกเดือนไปใช้ในกรณีที่มีการผิดนัดไม่ชำระหนี้แล้วไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้จำนองที่ดินแปลงหนึ่งต่อจำเลย เป็นบุริมสิทธิลำดับที่ 2 เพื่อเป็นประกันหนี้ที่โจทก์จะขอเบิกเงินเกินบัญชีจากจำเลย หรือในเงินจำนวนใดจำนวนหนึ่ง ซึ่งโจทก์เป็นหนี้จำเลยในขณะจำนองหรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้า เป็นเงินไม่เกิน 900,000 บาท ก่อนจดทะเบียนจำนองมาจนบัดนี้โจทก์ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยหรือก่อหนี้อย่างใดที่จะต้องรับผิดต่อจำเลย โจทก์ได้บอกกล่าวขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยไม่จัดการจึงขอให้ศาลบังคับ จำเลยต่อสู้และฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิจะขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองเพราะโจทก์ได้ทำสัญญา ค้ำประกัน หนี้ที่บริษัทอุดม จำกัด เป็นลูกหนี้จำเลยไว้กับจำเลย 2 ฉบับ ซึ่งโจทก์จะต้องชำระในฐานะผู้ ค้ำประกัน ถ้าโจทก์ไม่ชำระหนี้ ก็ขอให้เอาทรัพย์จำนองมาขายทอดตลาด โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า มูลหนี้ตามฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับมูลหนี้ตามฟ้องโจทก์โจทก์ได้ทำสัญญา ค้ำประกัน ไว้ต่อจำเลยจริงแต่มูลหนี้ตามที่จำเลยอ้างมาไม่อยู่ในข่ายที่โจทก์จะต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้ ค้ำประกัน ศาลแพ่งเห็นว่า สัญญาจำนองคลุมถึงหนี้ที่โจทก์เป็นหนี้ธนาคารจำเลยอันเนื่องมาจากสัญญา ค้ำประกัน บริษัทอุดมไว้ต่อจำเลย สัญญา ค้ำประกัน ตามเอกสาร ล.67 นั้น แม้ในวันครบกำหนดสัญญาบริษัทอุดมเป็นหนี้จำเลยอยู่ก็จริง แต่หลังจากสัญญา ค้ำประกัน สิ้นกำหนด บริษัทอุดมได้นำเงินฝากเข้าบัญชีเกินกว่าจำนวนที่เป็นหนี้จึงเป็นการชำระหนี้แล้ว ความรับผิดตามสัญญา ค้ำประกัน ฉบับนี้จึงหมดไป ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้จำนองที่ดินแปลงหนึ่งไว้ต่อจำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้ที่โจทก์จะขอเบิกเงินเกินบัญชีจากจำเลย หรือในเรื่องเงินจำนวนใดจำนวนหนึ่งซึ่งโจทก์เป็นหนี้จำเลยในขณะจำนองหรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปภายหน้าเป็นเงินไม่เกิน 900,000 บาท ก่อนทำสัญญาจำนองฉบับนี้ โจทก์ได้ทำสัญญา ค้ำประกัน หนี้ของบริษัทอุดม จำกัด และบริษัทกรุงเทพการค้ากระดาษ จำกัด ที่มีต่อจำเลย คดีมีประเด็นว่า 1. สัญญาจำนองคลุมถึงหนี้ที่โจทก์ ค้ำประกัน บริษัทอุดม จำกัดด้วยหรือไม่ 2. หากสัญญาจำนองคลุมถึง โจทก์จะต้องรับผิดตามสัญญา ค้ำประกัน เพียงใด ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาจำนองคลุมถึงความรับผิดของโจทก์ตามสัญญา ค้ำประกัน ล.67 และ ล.68 ด้วย ข้อวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์จะต้องรับผิดตามสัญญา ค้ำประกัน เพียงใด ตามสัญญา ค้ำประกัน ล.67 ประกอบกับสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของบริษัทอุดม จำกัด ล.69 ได้ความว่า โจทก์ได้ ค้ำประกัน บริษัทอุดม จำกัด เบิกเงินเกินบัญชีภายในวงเงิน 20,000 บาท มีกำหนด 6 เดือน คือจนถึงวันที่ 6 มกราคม 2497 ตามบัญชีเดินสะพัดวันที่ 6 มกราคม 2497 บริษัทอุดม จำกัด เป็นหนี้เงินเบิกเกินบัญชีเป็นจำนวน 30,736.23 บาท ต่อจากนี้มีการนำเงินเข้าและถอนออกบัญชีได้เดินไปเรื่อย ๆ และปรากฏว่าในวันที่ 11 มกราคม 2497 (คืออีก 5 วันต่อมา) บริษัทอุดม จำกัด กลับเป็นเจ้าหนี้ธนาคารจำเลยเป็นเงิน 10,020.82 บาท หลังจากนี้ บางทีบริษัทอุดม จำกัดก็เป็นเจ้าหนี้ บางทีก็เป็นลูกหนี้ แต่ภายหลังวันที่ 16 พฤษภาคม 2501 เป็นต้นมา บริษัทอุดม จำกัด เป็นลูกหนี้มาเรื่อยและมิได้นำเงินเข้าบัญชีแต่อย่างใดอีก ธนาคารจำเลยก็คิดดอกเบี้ยตลอดมามิได้มีการเลิกสัญญากันอย่างใด วันที่ 31 กรกฎาคม 2501 บริษัทอุดม จำกัด เป็นหนี้จำนวน 17,645.64 บาท และธนาคารจำเลยได้มีหนังสือ ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2501 บอกกล่าวให้โจทก์ในฐานะผู้ ค้ำประกัน ชำระหนี้จำนวนนี้ แต่โจทก์ก็ไม่ชำระ เมื่อธนาคารจำเลยฟ้องแย้งในวันที่ 28 ตุลาคม 2502 ได้เรียกหนี้รายนี้เพิ่มขึ้นเป็น 20,400.23 บาท เพราะธนาคารจำเลยคิดดอกเบี้ยทบต้นตลอดมาทุกเดือน ศาลฎีกาเห็นว่า การที่บริษัทอุดม จำกัด นำเงินเข้าบัญชีและถอนไปในระยะเวลาที่ยังมีการเบิกเงินเกินบัญชีกันอยู่ หาเป็นการชำระหนี้เงินเบิกเกินบัญชีต่อธนาคารจำเลยอย่างใดไม่ ตามนัยฎีกาที่ 1032/2506 และ 1887/2506 แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ในฐานะผู้ ค้ำประกัน มีความรับผิดที่จะต้องชำระหนี้แทนบริษัทอุดมเฉพาะหนี้จำนวน 17,645.64 บาทที่ถูกทวงถาม สำหรับดอกเบี้ยในเงินจำนวน17,645.64 บาทนี้ ธนาคารจำเลยจะคิดทบต้นต่อไปนับตั้งแต่วันที่โจทก์ไม่ชำระหนี้ตามที่ถูกทวงถามแล้วหาได้ไม่ เพราะเกิดมีการผิดนัดขึ้นแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วในฎีกาที่ 1887/2506ที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระหนี้จำนวน 20,400.23 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี ทบต้นทุกเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะใช้เงินเสร็จนั้นโดยที่เงินจำนวน 20,400.23 บาทนั้นธนาคารจำเลยคิดดอกเบี้ยในต้นเงิน 17,645.64 บาท จากวันที่โจทก์ผิดนัดทบต้นทุกเดือน รวมมากับต้นเงินนี้ด้วย ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินมาในส่วนทบต้น จะให้โจทก์รับผิดเช่นนั้นไม่ได้ฉะนั้น นับตั้งแต่วันที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามหนังสือทวงถามหรืออีกนัยหนึ่งตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2501 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ธนาคารจำเลยคิดดอกเบี้ยทบต้นเดือนสุดท้ายก่อนทวงถาม ธนาคารจำเลยเรียกให้โจทก์เสียดอกเบี้ยสำหรับต้นเงิน 17,645.64 บาท ได้ในอัตราร้อยละ 12 ต่อไป แต่ประการเดียวเท่านั้น พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ในฐานะผู้ ค้ำประกัน ใช้เงินจำนวน 17,645.64 บาทแก่จำเลย พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2501 จนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าโจทก์ไม่ชำระ ให้เอาทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 719/2507 นายอุดม ชาตบุตร โจทก์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด โดยนายจุลินทร์ ล่ำซำ จำเลย ประธานกรรมการ จำเลย ป.พ.พ. ม. 224 , ม. 655 , ม. 680 , ม. 702 , ม. 856