ฎีกาที่ 952/2507
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ถ้าคู่ความฝ่ายที่ต้องนำสืบพยานภายหลังมิได้ถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายที่นำสืบก่อนไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคหนึ่ง ต่อมากลับนำพยานของตนมาสืบถึงข้อความดังกล่าวนั้น เช่นนี้ คู่ความฝ่ายที่นำสืบก่อนต้องคัดค้านเสียในขณะที่พยานของฝ่ายนำสืบภายหลังกำลังเบิกความ มิฉะนั้นจะมาคัดค้านภายหลังไม่ได้ ในกรณีที่วัดกับบุคคลอื่นเป็นเจ้าของทรัพย์ร่วมกันเมื่อมีเหตุที่จะต้องแบ่งทรัพย์ต่อกัน ศาลก็พิพากษาให้แบ่งทรัพย์นั้นได้ และย่อมพิพากษาถึงวิธีการแบ่งทรัพย์ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ได้ ไม่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า นายเขียว ชิ้นในเมือง ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดที่ 764 พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินส่วนตัวให้โจทก์แต่จำเลยขัดขวางการโอน จึงขอให้บังคับ จำเลยให้การว่า หนังสือที่โจทก์อ้างไม่มีข้อความเป็นพินัยกรรมและเป็นโมฆะทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายเขียวกับจำเลยจำเลยจึงมีส่วนเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง ในชั้นแรก ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า เอกสารที่โจทก์อ้างไม่มีลักษณะเป็นพินัยกรรม และเจ้าอาวาสลงชื่อในเอกสารด้วยจึงเป็นโมฆะ ไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า หนังสือที่โจทก์อ้างเป็นพินัยกรรมและสมบูรณ์ตามกฎหมาย พิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้ออื่นต่อไป ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วฟังว่า ทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสซึ่งนายเขียวมีส่วนได้ 2 ส่วน จำเลยได้ 1 ส่วน พิพากษาว่าที่ดินและห้องแถวพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ 2 ส่วนเป็นของจำเลย 1 ส่วนถ้าไม่สามารถแบ่งได้ก็ให้ประมูลระหว่างกันก่อน หากไม่สำเร็จก็ขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกันตามส่วนดังกล่าว กับให้จำเลยชำระเงินค่า เช่า ห้องแถวซึ่งจำเลยเก็บเอาไปให้โจทก์เดือนละ 600 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นมา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย สำหรับข้อกฎหมายฎีกาว่าจำเลยนำสืบภายหลังโดยไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้ ศาลรับฟังพยานจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคสองและทรัพย์รายพิพาทตกเป็นของวัดตามพินัยกรรมจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ ศาลฎีกาเห็นว่า (1) มาตรา 89 วรรค 2 บัญญัติไว้มีข้อความแสดงว่าคู่ความที่สืบพยานก่อนจะต้องคัดค้านเสียในเวลาที่พยานเบิกความ จะมาคัดค้านภายหลังดังเช่นกรณีนี้ไม่ได้ ดังมีแบบอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ศาลอุทธรณ์อ้างไว้ (ฎีกาที่ 1346, 1347/2498) (2) ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ซึ่งบัญญัติว่า ที่ดินของวัดจะโอนได้แต่โดยพระราชบัญญัตินั้น เป็นบทบัญญัติยกเว้นหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งจะต้องตีความโดยเคร่งครัด ศาลฎีกาเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติถึงการโอนไปซึ่งกรรมสิทธิ์ตามธรรมดาไม่มีความมุ่งหมายถึงการแบ่งทรัพย์สินซึ่งวัดเป็นเจ้าของรวมกับผู้อื่นด้วยกล่าวคือ ในกรณีที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปเป็นเจ้าของทรัพย์สินรวมกันอยู่ กฎหมายบัญญัติให้เจ้าของรวมมีสิทธิขอแบ่งทรัพย์ได้ในกรณีที่วัดกับบุคคลอื่นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันนั้นไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะไม่ยอมให้มีการแบ่งแยกความเป็นเจ้าของร่วมกัน ฉะนั้น เมื่อกรณีต้องด้วยเหตุที่จะแบ่งทรัพย์ต่อกันศาลก็พิพากษาให้แบ่งทรัพย์ที่วัดกับบุคคลธรรมเป็นเจ้าของร่วมกันได้เมื่อศาลพิพากษาให้แบ่งทรัพย์ได้ ก็ย่อมพิพากษาถึงวิธีการแบ่งทรัพย์ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ได้ ไม่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2507 วัดบึง โดยนายสุขุม เสฏฐรังสี ไวยาวัจกร โจทก์ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นางกิมนึ้ง ชิ้นในเมือง จำเลย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ม. 41 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 34 ป.วิ.พ. ม. 89 วรรคสอง ป.พ.พ. ม. 1363 , ม. 1364