ฎีกาที่ 183/2506
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีร้องขัดทรัพย์ ซึ่งโจทก์นำยึดอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลย ผู้ร้องคัดค้านว่าเป็นทรัพย์ของตนนั้น เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยและผู้ร้องเป็นเจ้าของร่วมกันผู้ร้องก็ย่อมไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้
ย่อยาว
คดีนี้ ผู้ร้องขัดทรัพย์ร้องว่า เครื่องโรงสีที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดเป็นของผู้ร้อง จำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ ขอให้ถอนการยึด โจทก์ต่อสู้ว่า โรงสีที่นำยึดเป็นของจำเลย ขอให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ ศาลชั้นต้นเชื่อว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นพ่อตาลูกเขยกัน ได้ร่วมกันลงทุนก่อสร้างโรงสีพิพาทขึ้นเป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์ย่อมนำยึดบังคับคดีได้ ผู้ร้องชอบที่จะขอรับส่วนของตนในชั้นขายทอดตลาดมีคำสั่งยกคำร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องขัดทรัพย์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องขัดทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพฤติการณ์และเหตุผลฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของร่วมหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในโรงสีพิพาทด้วย ดังจะเห็นได้ว่าในครั้งแรกที่ทำสัญญา เช่าซื้อ เครื่องโรงสีก็ลงชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาโดยมีผู้ร้องทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยด้วย เช่นนี้จะฟังว่าจำเลยกระทำในฐานะเป็นตัวแทนผู้ร้องอย่างไรได้ เมื่อฟังว่าเครื่องโรงสีรายพิพาทไม่ใช่ของผู้ร้องแต่ผู้เดียว ผู้ร้องก็ย่อมไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้ แม้ว่าโจทก์จะนำยึดว่าเป็นทรัพย์ของจำเลย ผู้ร้องคัดค้านว่าเป็นทรัพย์ของตน เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยและผู้ร้องเป็นเจ้าของร่วมกัน ศาลก็ย่อมชี้ขาดเช่นนั้นได้ หาเป็นการเกินหรือนอกฟ้องไม่ ทั้งนี้ โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(2) ฉะนั้นที่ศาลทั้งสองพิพากษายกคำร้องขัดทรัพย์จึงชอบแล้ว พิพากษายืน ยกฎีกาผู้ร้องขัดทรัพย์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 183/2506 นายผาด พันธุเขียน โจทก์ นายอุดม โชคชัย จำเลย ผู้ร้องขัดทรัพย์ จำเลย นายโต๊ะ แคฝอย จำเลย ป.วิ.พ. ม. 142 , ม. 288 ป.พ.พ. ม. 1356 , ม. 1557