ฎีกาที่ 1964/2506
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 (ยกเลิก) มาตรา 27
พ.ศ. 2469 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 27 ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรไทยก็ดี หรือส่ง หรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพ...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 (ยกเลิก) มาตรา 31
พ.ศ. 2469 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 31 ของที่ต้องเสียค่าภาษี หรือที่ต้องจำกัด หรือต้องห้ามนั้น ผู้ใดนำ หรือยอมให้ผู้อื่นนำ หรือเกี่ยวข้องในการนำลงใน หรือออกจากเรือลำใดในทะเล หรือในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งอาจเป็นทางแก่...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 (ยกเลิก) มาตรา 32
พ.ศ. 2469 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 32 เรือชนิดใด ๆ อันมีระวางบรรทุกไม่เกินสองร้อยห้าสิบตัน รถ เกวียน ยานพาหนะ หีบห่อ หรือภาชนะใด ๆ หากได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียค่าภาษีหรือท...
ย่อสั้น
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 3 ได้ร่วมกันซื้อและขนถ่ายสินค้าคือไม้จิ้มฟัน 230 โหล ราคา 2,760 บาท ต้องเสียค่าอากร 828 บาท พุทราจีนแห้ง 2 กระสอบ ราคา 655 บาท ต้องเสียค่าอากร 1,290 บาท ดอกไม้จีนแห้ง 3กระสอบ ต้องเสียค่าอากร 616 บาท ซึ่งเป็นของต้องห้ามต้องจำกัด และเป็นสินค้าที่นำมาจากต่างประเทศโดยเรือสินค้าชื่อ ชุ๊นชิง เข้ามาจอดในลำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งยังไม่ได้ผ่านศุลกากร ยังไม่ได้เสีย ภาษี อากร จำเลยร่วมกันซื้อและขนถ่ายลงเรือยนต์พาเข้าไปในคลองบางแก้วโดยเจตนาฉ้อค่า ภาษี โดยจำเลยรู้อยู่ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ริบเรือยนต์และสินค้าของกลาง จำเลยที่ 2 รับสารภาพ จำเลยที่ 1 และ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลอาญาพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 ผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27, 31, 32 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 11)พ.ศ. 2490 มาตรา 3 ปรับคนละ 29,484 บาท ลดโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 14,742 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามมาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนให้กักขังจำเลยที่ 2 กำหนด 2 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลอาญาปรับจำเลยเรียงตัวไม่ชอบ และเป็นเหตุในลักษณะคดี ส่วนกำหนดเวลากักขังแทนค่าปรับก็ไม่ถูก แต่โจทก์ไม่อุทธรณ์ ไม่อาจแก้ให้เป็นโทษแก่จำเลยพิพากษาแก้ให้ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 สี่เท่าราคาของรวมค่าอากรเป็นเงิน 29,484 บาทเฉลี่ยคนละเท่า ๆ กัน ปรับคนละ 14,742 บาท ลดโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 7,371 บาท ไม่ชำระจัดการตามมาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนให้กักขังเท่าศาลอาญากำหนดไว้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 คืนเรือยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ยืน โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และริบเรือยนต์ กับขอให้ปรับจำเลยรายตัวตามความเห็นศาลอาญา และแก้ไขกำหนดเวลากักขังให้ถูกต้อง ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำผิด ให้คืนเรือยนต์ของกลางให้จำเลยที่ 3 ส่วนที่ขอให้ลงโทษปรับจำเลยเรียงตัวตามคำพิพากษาศาลอาญานั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ดังนั้นถ้าจะปรับจำเลยเรียงตัวคนละ 4 เท่าของอัตราราคานั้น ก็จะเป็นการปรับจำเลยสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ เกิน 4 เท่า ย่อมขัดบทกฎหมายมาตรานั้นจะนำมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับก็ไม่ได้เพราะได้มีบัญญัติไว้เป็นพิเศษโดยพระราชบัญญัติศุลกากรต่างหากแล้วอ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 664/2506 ส่วนเรื่องกำหนดเวลากักขังจำเลยที่ 1 ที่ 2 แทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นั้นปรากฏว่า เมื่อศาลอาญาพิพากษาแล้ว โจทก์ไม่อุทธรณ์ ครั้นศาลอุทธรณ์ยกขึ้นมาชี้แจ้งว่าศาลอาญากำหนดเวลากักขังจำเลยทั้ง 2 แทนค่าปรับไม่ถูก โจทก์จึงฎีกาขอให้แก้ไขให้ต้องตามกฎหมาย ดังนี้เห็นว่าเมื่อคดีไม่มีอุทธรณ์ในข้อนี้ เรื่องกำหนดเวลากังขังแทนค่าปรับก็ยุติตามคำพิพากษาศาลอาญาแล้ว ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 หาได้ไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1964/2506 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายชอบ กังวาลวงษ์ ที่ 1 นายบรรเจิด บุนนาค ที่ 2 จำเลย นายสนิท อ่อนลมุล ที่ 3 จำเลย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ป.อ. ม. 29 , ม. 30 , ม. 31