ฎีกาที่ 1769/2505
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ผู้ตายทำพินัยกรรม (นาซาร์) ปรารถนาจะให้ทรัพย์แก่โจทก์เมื่อตาย และโจทก์ยังไม่ได้ทรัพย์นั้นโดยการครอบครอง ทรัพย์นั้นยังคงเป็นของผู้ตายอยู่จนกระทั่งตาย และเป็นทรัพย์ มรดก ที่จะแบ่งปันตามกฎหมายอิสลาม (โจทก์จำเลยและผู้ตายเป็นอิสลามศาสนิก และ เป็นคดีของศาลจังหวัดปัตตานี) เมื่อทรัพย์นั้นเป็น มรดก ดะโต๊ะยุติธรรมต้องใช้กฎหมายอิสลามมาปรับแก่คดี เจ้า มรดก ทำหนังสือนาซาร์ไว้ หนังสือนี้เป็นพินัยกรรมหรือไม่ การแบ่ง มรดก จะต้องแบ่งตามหนังสือนาซาร์หรือจะตกได้แก่ทายาท เป็นเรื่องของกฎหมายอิสลาม ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลาม เมื่อดะโต๊ะยุติธรรมวินิจฉัยว่าหนังสือนาซาร์นี้เป็นพินัยกรรมมีผลเมื่อผู้ทำยกให้ตายแล้วแต่มิใช่พินัยกรรมธรรมดาที่เรียกว่า "วาซียะ" เพราะผลนั้นย้อนหลังไปถึงวันที่กำหนดคือ ก่อนเจ็บตาย 3 วัน ซึ่งเป็นอำนาจของพินัยกรรมชนิดนี้ตามกฎหมายอิสลามก็ต้องเป็นไปตามนั้นและคำวินิจฉัยย่อมเด็ดขาด ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยใหม่ว่าเป็นการยกให้โดยมองผลย้อนหลังไม่ได้ เพราะหนังสือนี้มีผลเมื่อผู้ทำตาย จึงไม่เป็นการยกให้
ย่อยาว
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนนางแตเซาะเจ้า มรดก ตาย 7 เดือนนางแตเซาะได้ทำหนังสือนาซาร์ยกทรัพย์รายพิพาทให้แก่โจทก์ โดยทำตามแบบพิธีของศาสนาอิสลาม ใจความในหนังสือส่วนสำคัญมีว่าข้าฯ นาซาร์ทรัพย์ ฯลฯ ให้แก่ ฯลฯ ก่อนข้า ฯ เจ็บตายสามวัน ดะโต๊ะยุติธรรมชี้ขาดในข้อกฎหมายตามหลักกฎหมายอิสลามเกี่ยวกับลักษณะ มรดก ว่า การกล่าววาจานาซาร์สำคัญยิ่งกว่าหนังสือแม้นางแตเซาะและพยานในการนาซาร์จะไม่ได้ลงนามในหนังสือนาซาร์ก็มีผลให้ต้องปฏิบัติตามคำปฏิญาณนั้น และตามหลักกฎหมายอิสลามนาซาร์จะมีผลเมื่อผู้ทำยกให้ตายแล้วแต่นาซาร์ก็มิใช่พินัยกรรมธรรมดาซึ่งเรียกว่าวาซียะ เพราะทรัพย์นั้นได้แก่ผู้รับย้อนไปถึงวันที่ผู้ยกให้กล่าวไว้ในการกล่าววาจา ผู้รับทรัพย์จึงได้รับทรัพย์โดยไม่ต้องแบ่งให้ทายาททายาทโดยธรรมหมดสิทธิที่จะได้รับ มรดก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทรัพย์พิพาทตกเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามกฏหมายอิสลาม หนังสือนาซาร์ไม่ใช่พินัยกรรมธรรมดา เพราะทรัพย์ที่ยกให้ได้แก่ผู้รับย้อนไปถึงก่อนเจ็บตาย 3 วัน จึงเป็นหนังสือที่ผู้ตายยกทรัพย์ให้แก่โจทก์ตั้งแต่ผู้ตายยังไม่ตาย จึงไม่ใช่เรื่อง มรดก ต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องให้ หาใช่กฎหมายอิสลามไม่ แต่จากคำบรรยายฟ้องและคำให้การถือได้ว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองทรัพย์พิพาทจากผู้ตายแล้วทรัพย์จึงเป็นของโจทก์ พิพากษายืน ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีข้อเท็จจริงที่จะฟังว่าโจทก์ได้ครอบครองทรัพย์ตั้งแต่ผู้ตายยกให้นายแตเซาะทำพินัยกรรมปรารถนาจะให้ทรัพย์เมื่อตาย โจทก์จึงยังไม่ได้ทรัพย์พิพาทโดยการครอบครอง ทรัพย์พิพาทยังคงเป็นของนางแตเซาะอยู่จนกระทั่งตายและเป็นทรัพย์ มรดก ที่จะแบ่งปันตามกฎหมายอิสลาม เมื่อทรัพย์พิพาทเป็น มรดก ดะโต๊ะยุติธรรมต้องใช้กฎหมายอิสลามมาปรับแก่คดี หนังสือนาซาร์นี้เป็นพินัยกรรมหรือไม่ การแบ่ง มรดก จะต้องแบ่งตามหนังสือนาซาร์หรือจะตกได้แก่ทายาท เป็นเรื่องของกฎหมายอิสลาม เมื่อดะโต๊ะยุติธรรมวินิจฉัยว่าหนังสือนาซาร์นี้เป็นพินัยกรรม มีผลเมื่อผู้ทำยกให้เมื่อตายแล้ว แต่มิใช่พินัยกรรมธรรมดาที่เรียกว่า "วาชียะ" เพราะผลนั้นย้อนหลังไปถึงวันที่กำหนด คือ ก่อนเจ็บตาย 3 วัน ซึ่งเป็นอำนาจของพินัยกรรมชนิดนี้ตามกฎหมายอิสลาม ก็ต้องเป็นไปตามนั้น และคำวินิจฉัยนี้ย่อมเด็ดขาด ศาลอุทธรณ์จะยกขึ้นวินิจฉัยใหม่ว่าเป็นการยกให้โดยมองผลย้อนหลังไม่ได้ เพราะหนังสือนี้มีผลเมื่อผู้ทำตายจึงไม่เป็นการยกให้ แต่ศาลฎีกาเห็นพ้องในผลที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจึงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1769/2505 นางลีเมาะ แวกะจิ กับพวกรวม 3 คน โจทก์ นายอาแว มะดาโอะ กับพวกรวม 2 คน จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ม. 3 , ม. 4 ป.พ.พ. ม. 1656 , ม. 525