ฎีกาที่ 961/2505
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยกู้เงินผู้ร้องไปโดยนำเรือยนต์(ขนาด 3 ตัน) มามอบให้ผู้ร้องยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้ แล้วไม่มีเรือใช้ จึงเช่าเรือไปจากผู้ร้อง ต้องถือว่าจำเลยครอบครองเรือแทนผู้ร้องในฐานะเป็นผู้เช่า ย่อมเป็นการจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747 คำร้องบรรยายไว้แล้วว่า จำเลยได้มอบเรือยนต์ให้ผู้ร้องยึดถือเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ผู้ร้อง ถือว่าผู้ร้องอ้างสิทธิจำนำแล้ว สิทธิของผู้ร้องผู้รับจำนำจะเรียกว่าบุริมสิทธิดังที่ผู้ร้องเรียกในคำร้องหรือไม่ก็ตาม เมื่อเห็นความมุ่งหมายของผู้ร้องได้ว่าประสงค์จะขอรับชำระหนี้ของตนให้ครบถ้วนก่อนเจ้าหนี้อื่น และคำขอนี้ก็มีมาตรา 758 สนับสนุนอยู่แล้ว ศาลก็ย่อมมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนำนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นได้.
ย่อยาว
โจทก์นำยึดทรัพย์จำเลยเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเรือยนต์ชื่อ ข.พรสินธุ์พานิช ราคาประมาณ 3,000 บาท ที่โจทก์นำยึดนั้น นายบักสิ่วหรือกิมจั๊วจำเลยได้มอบให้ผู้ร้องขอยึดถือไว้เพื่อประกันการชำระหนี้ที่จำเลยกู้ผู้ร้องไป 10,000 บาทแล้วจำเลยทำสัญยาเช่าเรือ นั้นไปจากผู้ร้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้ร้องมีบุริมสิทธิเหนือเรือยนต์ลำนี้ ได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น โจทก์คัดค้านว่าจำเลยไม่ได้กู้เงินและนำเรือยนต์ไปให้ผู้ร้องยึดถือไว้ คดีนี้ไม่ใช่คดี ล้มละลาย ผู้ร้องจะขอพิสูจน์หนี้ไม่ได้ และหนี้ที่กล่าวในคำร้องก็มิใช่หนี้บุริมสิทธิ แต่เป็นหนี้ธรรมดา เมื่อมิได้ฟ้องให้ศาลพิพากษา จึงไม่มีสิทธิจะขอแบ่งหรือขอเฉลี่ย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในราคาเรือยนต์ที่โจทก์ยึดไว้นี้ เมื่อขายได้เท่าใดให้หักใช้หนี้ผู้ร้องก่อน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟังไม่ได้ว่าเป็นจำนำ ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าหนี้สามัญ ไม่มีสิทธิร้องขอให้ชำระหนี้ก่อน ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จริงได้ความว่า นายบักสิ่วหรือกิมจั๊วจำเลยได้กู้เงินผู้ร้องไป 10,000บาท โดยนำเรือยนต์ลำนี้มามอบให้ผู้ร้องยึดถือไว้เป็นประกัน ที่ปรากฎว่าเมื่อโจทก์นำยึดเรือนี้อยู่ที่จำเลยก็โดยเมื่อจำเลยมอบเรือให้ผู้ร้องยึดถือไว้แล้วไม่มีเรือส่งน้ำเข็ง ได้ขอเช่าเรือไปจากผู้ร้อง ต้องถือว่าจำเลยครอบครองเรือแทนผู้ร้องในฐานะเป็นผู้เช่า จึงฟังได้ว่าเป็นการจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747 ที่โจทก์แก้ฎีกาว่า ผู้ร้องตั้งประเด็นเป้นเรื่องบุริมสิทธ มิได้ร้องขอเป็นเรื่องจำนำเมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าเป็นเรื่องบุริมสิทธิ ศาลก็ควรยกคำร้องนั้น เห็นว่าคำร้องได้บรรยายไว้แล้วว่าจำเลยได้มอบเรือยนต์นี้ให้ผู้ร้องยึดถือเพื่อประกันการชำระหนี้ผู้ร้อง นิติกรรมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องตามที่บรรยายไว้นี้ย่อมเป็นการจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747 อยู่แล้ว จะว่ามิได้ร้องขอโดยอาศัยสิทธิจำนำอย่างไรได้ แม้ตอนท้ายคำร้องจะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องมีบุริมสิทธิเหนือเรือยนต์ลำนี้ด้วย ก็เห็นว่าสิทธิของผู้ร้องนี้จะเรียกว่าบุริมสิทธิหรือไม่ก็ตามแต่เมื่อเห็นความมุ่งหมายของผู้ร้องได้ว่าประสงค์จะขอรับชำระหนี้ของตนให้ครบถ้วนก่อนเจ้าหนี้อื่น และคำขอนี้ก็มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 758 สนับสนุนอยู่แล้ว ศาลก็ย่อมมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินได้จากการขายทอดตลาดเรือยนต์ลำนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2505 ธนาคารเกษตร จำกัด โดยนายเกษม สุทธิวณิชย์ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายบัดสิ่ว แซ่เอี๊ย ที่ 1 นายชุนง๋อ แซ่เอี๊ย ที่ 2 จำเลย นางทองหล่อ คูณขาว ผู้ร้อง ป.วิ.พ. ม. 172 , ม. 287 ป.พ.พ. ม. 747 , ม. 758