ฎีกาที่ 955/2505
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ศาลชั้นต้นสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้วในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกปรากฎว่าลูกหนี้มิได้ขอประนอมหนี้ ก็เป็นอันว่าจะต้องถูกพิพากาาให้ ล้มละลาย ต่อไป เจ้าหนี้จะลงมติมีให้ลูกหนี้เป็นบุคคล ล้มละลาย ไม่ได้ การที่เจ้าหนี้ฝ่ายข้างมากลงมติเช่นนั้น ย่อมเป็นการนอกเหนือไปจากบทบัญญัติในมาตรา 31 จึงเป้นการฝ่าฝืนและขัดต่อกฎหมายลักษณะ ล้มละลาย ศาลจึงสั่งให้ทำลายมติดังกล่าวได้เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอ และเมื่อสั่งทำลายมติแล้ว ก็มีผลเท่ากับเจ้าหนี้ไม่ลงมติประการใด ศาลย่อมพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคล ล้มละลาย ได้.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคล ล้มละลาย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแก่จำเลย ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลว่าได้นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จำนวนหนี้ 35,241.75 บาทลงมติขอให้พิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคล ล้มละลาย เจ้าหนี้อีก 3 ราย จำนวนหนี้รวม 173,417.91 บาทลงมติไม่ให้ลูกหนี้เป็นบุคคล ล้มละลาย แต่ลูกหนี้ไม่ได้ยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อน ล้มละลาย มติของเจ้าหนี้ 3 รายนั้นจึงไม่มีผล ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคล ล้มละลาย และนัดไต่สวนโดยเปิดเผยต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งว่า กรณีไม่เข้าตามมาตรา 61 ที่จะพิพากษาให้ลูกหนี้ ล้มละลาย ได้ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าหนี้ลูกหนี้ทราบ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์ของลูกหนี้ได้ราคาประมาณ 15,315 บาทเท่านั้น แต่มีหนี้ที่ยื่นขอรับชำระเป็นเงิน 208,659.66 บาท ไม่มีเหตุที่พอฟังว่าไม่ควรให้ลูกหนี้ ล้มละลาย และลูกนี้ก็ไม่ได้ยื่นขอประนอมหนี้ไว้ มติของเจ้าหนี้ 3 รายนั้นเลื่อนลอยไม่มีเหตุสนับสนุน มีลักษณะเป็นการเอาเสียงข้างมากช่วยเหลือลูกหนี้โดยสุจริต เป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบและนอกเหนือกฎหมาย ขัดต่อกฎหมาย ล้มละลาย ซึ่งเป็นกฎหมายมหาชน หากศาลไม่พิพากษาให้ลูกหนี้ ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ก็ไม่มีอำนาจรวบรวมทรัพย์สินเอาเงินมาแบ่งให้เจ้าหนี้ ทำให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เสียหาย ขอให้ศาลสั่งทำลายมติของเจ้าหนี้ 3 รายนั้นและพิพากษาให้ลูกหนี้ ล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามกฎหมายที่เกี่ยวกับประเด็นที่พิพาทกันนี้ คือ พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 31,36 และ 61 การที่ให้มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ประนอมหนี้ก่อน ล้มละลาย เท่านั้น ฉะนั้น ในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกอันเป็นการประชุมที่ให้โอกาสลูกหนี้ทำการประนอมหนี้นั้น เมื่อไม่มีการประนอมหนี้ ก็เป็นอันว่าจะต้องถูกพิพากษาให้ ล้มละลาย ต่อไป เจ้าหนี้จะลงมิติมิให้ลูกหนี้เป็นบุคคล ล้มละลาย ไม่ได้ การที่ลงมตินอกเหนือไปจากบทบัญญติในมาตรา 31 จึงเป็นการฝ่าฝืนและขัดต่อกฎหมายลักษณะ ล้มละลาย เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอ ศาลจึงให้ทำลายมติดังกล่าวได้ตามมาตรา 36 เมื่อได้สั่งทำลายแล้ว จึงมีผลเท่ากับเจ้าหนี้ไม่ลงมติประการใด ศาลย่อมพิพากษาให้ลูกหนี้ ล้มละลาย ได้ตามมาตรา 61 พิพากษากลับ ให้ทำลายมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มลาย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 955/2505 บริษัทธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด โจทก์ นายทัต สิโรรส จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 31 , ม. 36 , ม. 61