ฎีกาที่ 1631/2505
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยให้การต่อสู้คดีโจทก์หลายประการ ในตอนหนึ่งจำเลยให้การว่า เช่า ที่ดินเพื่อปลูกเป็นที่อยู่อาศัย ไม่ได้ เช่า เพื่อปลูกเป็นร้านค้าเพราะทำเลที่ดินไม่ใช่ ที่จะทำการค้าได้ ดังนี้ ถือว่าจำเลยไม่ได้อ้างสิทธิพิเศษที่จำเลยจะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่า เช่า ฯ ไว้ในคำให้การ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 20/2505)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนเรือนออกไปจากที่ดินที่ เช่า ในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี ในทำเลการค้า จำเลยให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ เช่า ที่ดินของโจทก์ปลูกสร้างที่พักอาศัย ไม่ใช่ปลูกเป็นร้านค้า ที่ว่าจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เช่า ช่วงนั้นไม่จริง จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้เฝ้ารักษาบ้านเวลาจำเลยที่ 1 ไม่อยู่เท่านั้น จำเลยเสียค่า เช่า ให้โจทก์จนทุกวันนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 เช่า ที่ดินโจทก์ปลูกบ้านจริง แต่จำเลยที่ 1 มิได้ยกเอาพระราชบัญญัติควบคุมค่า เช่า ในภาวะคับขัน ฯ ขึ้นมาต่อสู้ จำเลยจึงมิได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัตินี้ กรณีเป็นการ เช่า สามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น การ เช่า รายนี้ไม่มีกำหนดเวลา โจทก์ได้บอกเลิกการ เช่า ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รื้อเรือนออกไปจากที่ดินที่โจทก์ฟ้อง ให้จำเลยที่ 2 กับบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับสั่งอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า (1) แม้จำเลยมิได้ยกพระราชบัญญัติควบคุมค่า เช่า ฯ ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลก็มีอำนาจยกหรือนำข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยคดีได้ (2) ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาต่อมาเฉพาะปัญหาข้อแรก ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยอ้างว่ามีสิทธิอยู่ได้ แต่มิได้กล่าวอ้างพระราชบัญญัติควบคุมค่า เช่า ฯ ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ อันเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิพิเศษเพื่อคุ้มครองแก่ผู้ เช่า นอกเหนือไปจากสิทธิของผู้ เช่า ตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ เช่า ทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไว้ในคำให้การโดยแจ้งชัดแล้ว จึงไม่มีประเด็นที่ศาลจะหยิบยกความข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยข้อที่จำเลยโต้แย้งมาในฎีกาว่าจำเลยก็ได้กล่าวไว้ในคำให้การของจำเลยว่า "การ เช่า ที่ดินโจทก์นี้ จำเลย เช่า เพื่อปลูกเป็นที่อยู่อาศัย ไม่ได้ เช่า เพื่อปลูกเป็นร้านค้า เพราะทำเลที่ดินไม่ใช่ที่จะทำการค้าได้" และจำเลยเห็นว่าไม่เป็นการจำเป็นที่จำเลยจะต้องกล่าวอ้างว่าจำเลยได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนั้นอีก เพราะศาลยอมจะเข้าใจจากข้อความที่จำเลยกล่าวอ้างนั้นแล้ว แต่แล้วในตอนท้ายของฎีกา จำเลยกลับยอมรับว่าที่จำเลยไม่ได้ยกเอาพระราชบัญญัติควบคุมค่า เช่า ฯ ขึ้นต่อสู้คดีนั้น เป็นการที่จำเลยเข้าใจผิดด้วยความเขลา ความจริงจำเลยได้ยกเอาพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นต่อสู้แล้ว จำเลยจึงเห็นว่า ไม่จำเป็นและแล้วก็เลยยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องอ้างพระราชบัญญัติดังกล่าว ฉะนั้น เมื่อพิจารณาข้อโต้เถียงในฎีกาจำเลยแล้ว จึงเห็นว่าเหตุผลที่อ้างนั้นค้านกันเอง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามคำให้การให้การต่อสู้คดีของจำเลย ๆ ไม่ได้อ้างสิทธิพิเศษที่จำเลยได้รับความคุ้มครองที่จะอยู่ต่อไปได้ จำเลยไม่มีทางที่จะชนะคดี ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1631/2505 นางทิม ขาวสอาด ผู้รับมอบอำนาจจาก นายวิมล ขาวสอาด บุตร โจทก์ นายใช้หรือแสวง ทองบริบูรณ์ ที่ 1 นายเสนาะ คชสวัสดิ์ ที่ 2 จำเลย ป.วิ.พ. ม. 177 พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 ม. 16