ฎีกาที่ 1818/2505
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทในต่างประเทศ มีบริษัทโจทก์เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทยแล้ว กรณีภาษีเงินได้ย่อมต้องปรับบทตามประมวลรัษฎากรมาตรา 76 ทวิ ซึ่งบัญญัติให้ถือว่า บริษัทในต่างประเทศนั้นประกอบกิจการในประเทศไทยและให้ถือว่าบริษัทโจทก์เป็นตัวแทนของบริษัทในต่างประเทศนั้นและบริษัทโจทก์ย่อมมีหน้าที่ และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามความที่บัญญัติไว้นั้น แต่จะนำมาตรา 76 ทวินี้ไปใช้กับกรณีภาษีการค้าหาได้ไม่ เพราะอยู่ต่างส่วนต่างหมวดกัน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทโจทก์ เป็นแต่เพียงผู้ติดต่อแทน บริษัทในต่างประเทศเฉพาะในกิจการลงนามใน สัญญา การทวงถามให้จ่ายเงินตาม สัญญา การจัดให้มีการออกใบรับเงินและการรับส่งวัสดุเครื่องอุปกรณ์ตาม สัญญา ซึ่ง เป็นการกระทำเป็นผู้ติดต่อในกิจการเฉพาะรายตาม สัญญา เท่านั้น จะถือว่าได้มีการประกอบหรือดำเนินการค้าเป็นปกติธุระอันมีบริษัทโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าแทนยังไม่ได้ บริษัทโจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในภาษีการค้า
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าบริษัท เยนเนอร์รัลอีเลกตริค จำกัดในประเทศอังกฤษ ได้ตกลงขายเครื่องโทรศัพท์กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย การส่งสิ่งของก็ส่งโดยตรงต่อองค์การโทรศัพท์ การจ่ายเงินก็จ่ายในประเทศอังกฤษตรงต่อบริษัทเยนเนอร์รัลอีเล็คตริค จำกัด หนังสือ สัญญา ก็ทำในนามของบริษัทเยนเนอร์รัล อีเล็คตริค จำกัด เพียงแต่ บริษัทเยนเนอรัลฯ ให้โจทก์เซ็น สัญญา ในนามของบริษัทเยนเนอร์รัล ฯ เท่านั้น โจทก์ไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ บริษัทเยนเนอร์รัล ฯ กับองค์การโทรศัพท์ ฯ ติดต่อกันโดยตรงตัวต่อตัว โจทก์ไม่ได้รับทราบและไม่ได้ผ่านมือโจทก์เลย วันที่ 4 มี.ค. 2501 เจ้าพนักงานประเมินแจ้งว่าโจทก์เป็นผู้ทำการแทนบริษัท เยนเนอร์รัล ฯ ไม่ได้ยื่นรายการเพื่อเสียภาษีการค้าประจำเดือนมกราคม 2497 ถึงเดือนธันวาคม 2500 เป็นจำนวนภาษีที่จะชำระหรือชำระเพิ่มเป็นเงิน 750,396 บาท 99 สตางค์ ให้โจทก์นำไปชำระ และ เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2501 เจ้าพนักงานประเมินภาษีแจ้งมายังโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ทำการแทนในการประมูลติดต่อทำ สัญญา จำหน่ายและติดตั้งเครื่องชุมสายโทรศัพท์ให้แก่กรมไปรษณีย์โทรเลขและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เป็นเหตุให้บริษัทเยนเนอร์รัล ฯ ได้รับเงินในประเทศไทยรอบระยะบัญชี ปี พ.ศ. 2498 เป็นเงิน 1,698,480 บาท โจทก์มีความรับผิดในการยื่นรายการเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเงินได้ตามมาตรา 76 ทวิ ประมวลรัษฎากร แต่โจทก์มิได้ยื่นทำรายการและเสียภาษีเงินได้ ซึ่งโจทก์จะต้องเสียภาษีรวม 3 รายการ รวมเป็นเงิน 275,351.10 บาท โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรๆชี้ขาดตามคำสั่งที่ 15626/2501 ให้โจทก์เสียภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลตามคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน โจทก์เห็นว่าคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรไม่ชอบ จึงขอให้ศาลยกเลิกเพิกถอนเสีย จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า คำสั่งอธิบดีกรมสรรพากรที่ยกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลชั้นต้นฟังว่า ในเรื่องภาษีการค้า บริษัทโจทก์มิได้เป็นผู้ทำการแทนบริษัทเยนเนอร์รัล ฯ เพราะไม่มีสถานการค้าเพื่อประกอบการค้าอันจะต้องเสียภาษีการค้า โจทก์จึงไม่ต้องรับผิด แต่ในเรื่องภาษีเงินได้ บริษัทโจทก์เป็นผู้ทำการแทนบริษัทเยนเนอร์รับ ฯ ๆ ได้รับผลกำไรในประเทศไทย ต้องเสียภาษีเงินได้ พิพากษาว่า คำชี้ขาดอุทธรณ์ที่ให้บริษัทโจทก์เสียภาษีเงินได้ 275,351.10 บาท ถูกต้อง ให้ยกฟ้อง ส่วนคำชี้ขาดอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียภาษีการค้า 750,396.99 บาท ไม่ชอบให้ยกเลิกเพิกถอนเสีย โจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าบริษัทเยนเนอร์รัล ฯ รับเงินในต่างประเทศไม่ได้รับเงินในประเทศไทย โจทก์ไม่ต้องรับผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกเลิกเพิกถอนคำสั่งประเมินภาษีการค้า และเงินได้ตามที่เจ้าพนักงานประเมินมาและคำสั่งชั้นอุทธรณ์ของอธิบดีกรมสรรพากรนั้นเสีย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรอันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่เกิดกรณีพิพาทนี้ (คือ ก่อนฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) 2502) ความสำคัญไม่ใช่อยู่ที่การรับ กฎหมายบ่งระบุไว้สำหรับในเรื่องการจ่าย คือ ที่จ่ายในประเทศไทย ถ้าบริษัทต่างประเทศได้รับเงินนั้นแล้ว จะรับในที่ใดไม่สำคัญ บริษัทต่างประเทศนั้นก็ต้องเสียภาษีดังศาลฎีกา ได้วินิจฉัยไว้แล้วในฎีกาที่ 773/2504 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เงินค่าขายและติดตั้งเครื่องโทรศัพท์ นั้น กรมไปรษณีย์โทรเลขและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นผู้จ่าย ต้องถือว่าเป็นการจ่ายในประเทศไทย แม้การส่งเงินนั้นไปให้บริษัทเยนเนอร์รัล ฯ ในประเทศอังกฤษ เป็นเงินปอนด์และสะเตอร์ลิง ก็เป็นการจ่ายในประเทศไทยอยู่นั่นเอง และที่ศาลอุทธรณ์ยกมาตรา 70 ขึ้นปรับบทกับกรณีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 70 เป็นบทบังคับในกรณีที่บริษัทต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย กรณีนี้เป็นเรื่องที่บริษัทต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทย กรณีต้องด้วยมาตรา 76 ทวิมากกว่า ประเด็นจึงมีว่า บริษัทเยนเนอร์รัล ฯ ซึ่งประกอบกิจการค้าขายและติดตั้งเครื่องชุมสายโทรศัพท์ให้แก่กรมไปรษณีย์โทรเลข และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย นั้นได้ประกอบกิจการโดยโจทก์เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทยหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ ของโจทก์ อันเกี่ยวกับ สัญญา ติดตั้งเครื่องชุมสายโทรศัพท์รายนี้แล้วเห็นว่า บริษัทโจทก์ได้แสดงออกโดยชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทยของบริษัทเยนเนอร์รัล ฯ แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นตัวแทนของบริษัทเยนเนอร์รัล ฯ ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและการเสียภาษีตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิแล้ว สำหรับกรณีภาษีการค้านั้น กรณีเกิดระหว่าง พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2500 ต้องบังคับตามประมวลรัษฎากรหมวด 4 ว่าด้วยภาษีการค้า มาตรา 78 และมาตรา 79 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 ศาลฎีกาเห็นว่า จะนำมาตรา 76 ทวิมาใช้บังคับกรณีภาษีการค้าหาได้ไม่ เพราะอยู่ต่างส่วนต่างหมวดกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยและสรุปว่า พฤติกรรมของโจทก์ที่ปรากฏในคดีนี้ บริษัทโจทก์เป็นแต่เพียงผู้ติดต่อแทนบริษัทเยนเนอร์รัล ฯ เฉพาะในกิจการลงนามใน สัญญา ระหว่างรัฐบาลไทยหรือองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย การทวงถามให้จ่ายเงินตาม สัญญา การจัดให้มีการออกใบรับเงิน และการรับส่งวัสดุอุปกรณ์ชุมสายโทรศัพท์ เป็นการกระทำเป็นผู้ติดต่อในกิจการเฉพาะรายตาม สัญญา เท่านั้น ซึ่งกิจการเหล่านี้จะถือว่าได้มีการประกอบหรือดำเนินการค้าเป็นปกติธุระอันมีโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าแทนยังไม่ได้ โจทก์ไม่ต้องรับผิดในภาษีการค้าในจำนวนเงินที่พิพาท พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1818/2505 บริษัทบาโรเบราน์ (1948) จำกัด โดยนาย เจ.อี. แลนด์เรย์และนายเอช.บี. กิฟฟอร์ด กรรมการ โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร ม. 76 ทวิ , ม. 78 , ม. 79