ฎีกาที่ 1976-1977/2505
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 63
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ในคดีที่บุคคลตั้งแต่สองขึ้นไปกระทำความผิดอย่างเดียวกัน ท่านให้ถือว่าบรรดาผู้ที่ได้ลงมือกระทำความผิดนั้น เป็นตัวการ แลอาจลงอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นแก่มันทุกคน เหม...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 314
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลรักษาหรือเก็บทรัพย์ หรือจัดการทรัพย์อย่างใดใดของผู้อื่น หรือเป็นทรัพย์ที่ผู้อื่นมีส่วนเป็นเจ้าทรัพย์อยู่ด้วยก็ดี หรือได้รับมอบหมายทรัพย์ไว้ เพื่อให้...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 319
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดได้รับมอบหมายทรัพย์ไว้ในเหตุเหล่านี้ คือ (1) โดยฐานมันเป็นเสมียน หรือเป็นคนใช้ของผู้ที่มอบทรัพย์นั้น ก็ดี (2) โดยฐานมันเป็นผู้จัดการทรัพย์สมบัติของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล หรือต...
ย่อสั้น
1. การร้องทุกข์นั้น ย่อมมอบอำนาจให้ร้องทุกข์แทนกันได้ (อ้างฎีกาที่ 890/2503) 2. ในคดีอาญา อัยการไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จำเลย ยักยอก ไป เพราะดอกเบี้ยไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไป เนื่องจากการกระทำผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 แต่เนื่องจากผู้เสียหายได้เป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ โดยถือเอาคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นของตนเช่นนี้ถือได้ว่า ผู้เสียหายได้เรียกดอกเบี้ยแล้ว แต่เมื่อยังไม่ได้เสียค่าธรรมเนียมเนื่องจากการฟ้องเรียกดอกเบี้ยมารวมทั้ง 3 ศาล เช่นนี้ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้เรียกได้ เมื่อเสียค่าธรรมเนียมแล้ว จึงจะพิจารณาวินิจฉัยต่อไปเกี่ยวกับกรณีนี้ได้ 3. จำเลยเป็นผู้จัดการธนาคาร ยักยอก เงินธนาคาร ถือว่าเป็นการกระทำในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนตามถ้อยคำในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 แล้ว 4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 เป็นคุณแก่จำเลยกว่ากฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 319 (ข้อ 2 โดยประชุมใหญ่ ครั้งที่ 26/2505)
ย่อยาว
คดี 2 สำนวนนี้พิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องทำนองเดียวกันว่าจำเลยเป็นผู้จัดการธนาคารกสิกรไทยจำกัด สาขานครราชสีมา ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลรักษาและครอบครองทรัพย์สินของธนาคารไว้เพื่อกิจการของธนาคารโดยชอบ จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จำเลยร่วมกับนายเยี่ยมได้ ยักยอก เงินฝากธนาคารในสำนวนแรก 372,782 บาท ในสำนวนหลัง 750,000 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354, 83 กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 314, 319, 63 กับขอให้ใช้ทรัพย์และนับโทษติดต่อกัน จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน ธนาคารกสิกรไทยจำกัด โดยนายเกษม ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นฟังว่า การที่จำเลยนำเงินของธนาคารไปใช้ ก็โดยนายเกษม ล่ำซำ ผู้จัดการใหญ่ยินยอม จำเลยไม่มีเจตนาทุจริต และผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง อัยการโจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยทำผิดจริงตามฟ้อง คดีไม่ขาดอายุความแต่เห็นว่าอัยการไม่มีสิทธิฟ้องเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จำเลย ยักยอก กับเห็นว่าจำเลยเป็นแต่เพียงได้รับความไว้วางใจของธนาคารกสิกรไทย จำกัด เท่านั้นไม่ใช่เป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ที่โจทก์อ้าง จึงพิพากษากลับว่าจำเลยผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 314 ทั้งสองสำนวน ให้จำคุกจำเลยรายกระทงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 กระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมเป็น 3 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน1,122,782 บาทแก่ผู้เสียหาย คำฟ้องและคำขอนอกจากนี้ให้ยก แต่มีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์นายหนึ่งเห็นแย้งว่า นายเกษม ล่ำซำผู้เสียหายไม่มีอำนาจมอบให้นายเพ็ญ สิมะเสถียร ร้องทุกข์แทนอ้างฎีกาที่ 1857/2499 อัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ควรยกฟ้องทั้ง 2 สำนวน โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา ในปัญหาเรื่องร้องทุกข์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องทุกข์นั้นย่อมมอบอำนาจให้ร้องทุกข์แทนกันได้ อ้างฎีกาที่ 890/2503 ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า ในคดีอาญา อัยการมีสิทธิฟ้องเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จำเลย ยักยอก ได้นั้น ศาลฎีกาได้ปรึกษาโดยที่ประชุมใหญ่แล้วเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติว่า"คดี ฯลฯ ยักยอก ฯลฯ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย" ดังนี้ และมิให้เรียกค่าธรรมเนียมโดยบัญญัติไว้ในมาตรา 253 แห่งกฎหมายที่กล่าวแล้วแต่เห็นว่าดอกเบี้ยนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดเพราะฉะนั้นในคดีนี้ พนักงานอัยการจึงฟ้องเรียกค่าดอกเบี้ยไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดีการที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมโดยถือเอาคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นของตนเช่นนี้ ถือได้ว่าผู้เสียหายได้เรียกดอกเบี้ยแล้ว แต่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมยังมิได้เสียค่าธรรมเนียมตามกฎหมายเลย จึงให้ส่งสำนวนกลับไปให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าธรรมเนียมเฉพาะดอกเบี้ยทั้ง 3 ศาล จากผู้เสียหาย ซึ่งเป็นโจทก์ร่วม และบัดนี้ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามคำสั่งแล้ว จึงจะได้พิจารณาสั่งในเรื่องนี้ต่อไป ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เดิมได้มีบทบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 319(3) และต่อมาก็ได้ขยายความข้อนี้และบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายมุ่งถึงการกระทำเกี่ยวกับธุรกิจที่ประกอบเป็นหลักเกณฑ์และงานที่จำเลยทำอยู่นี้ก็เป็นกิจการหรือธุรกิจการธนาคารอันเห็นได้ว่าเป็นสถานที่ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประกอบการธนาคารอันได้รับความไว้วางใจเกี่ยวกับการเงินจากประชาชน โดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการแทนธนาคารด้วยเหตุนี้จึงถือได้ว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ซึ่งกำหนดโทษไว้หนักกว่าการ ยักยอก ธนาคาร แต่การกระทำของจำเลยตามสำนวนหลังเป็นการกระทำก่อนใช้ประมวลกฎหมายอาญา ส่วนสำนวนแรกเกิดขึ้นระหว่างใช้กฎหมายลักษณะอาญา และประมวลกฎหมายอาญา จึงต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ซึ่งมีโทษเบากว่า ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นอีก ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยเป็นผู้จัดการธนาคารอันเป็นกิจการที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับการเงินมากระทำผิดโดยใช้ความรู้ความเฉลียวฉลาดและความชำนาญในหน้าที่โดยวิธีอันยอกย้อนซ่อนเงื่อนเสียเองนับว่าเป็นการกระทำผิดร้ายแรง อาจกระทบกระเทือนกิจการการธนาคารและเศรษฐกิจของบ้านเมืองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยมาแล้ว จึงนับว่าเบาไป ศาลฎีกาพิพากษาแก้ศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ทั้ง 2 สำนวน ให้จำคุกจำเลยเป็นรายกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมเป็นโทษจำคุก 5 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 1,122,782 บาท และดอกเบี้ยอีก 34,014 บาท รวมเป็นเงิน 1,156,796 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสามศาลและค่าทนายความสามศาลห้าร้อยบาทแทนโจทก์ร่วมด้วย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1976 - 1977/2505 อัยการจังหวัดนครราชสีมา และบริษัทธนาคารกสิกรไทย โจทก์ จำกัด โจทก์ โดยนายเกษม ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ โจทก์ นายประเสริฐ จุลละเกศ จำเลย อัยการจังหวัดนครราชสีมาฯ โจทก์ นายประเสริฐ จุลละเกศ จำเลย ป.อ. ม. 353 , ม. 354 , ม. 3 กฎหมายลักษณะอาญา ม. 319 (3) ป.วิ.อ. ม. 3 , ม. 5 , ม. 43 , ม. 253 พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2478 ม. 11 (1)