ฎีกาที่ 1027/2504
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
จำเลยสำแดงรายการสินค้าขาออกด้วยกรมศุลกากรเป็นเท็จ แล้วต่อมาอีก 2 วัน จำเลยพยายามนำสินค้านั้นจะออกนอกราชอาณาจักร แต่ตำรวจจับได้เสียก่อน เช่นนี้ แม้การกระทำทั้งสองฐานนี้จะเกี่ยวเนื่องกัน คือ จำเลยสำแดงรายการสินค้าเท็จ ก็เพื่อจะลักลอบนำสินค้าออกนอกราชอาณาจักรก็ตาม ก็เป็นการกระทำผิดคนละอย่างต่างกรรมต่างวาระกัน เพราะเมื่อจำเลยสำแดงรายการสินค้าขาออกเท็จนั้น เป็นความผิดสำเร็จไปตอนหนึ่งแล้ว ต่อมาอีก 2 วันทำผิดฐานพยายามนำสินค้าจะออกนอกราชอาณาจักรจึงเป็นความผิดอีกฐานหนึ่ง ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 2/2504
ย่อยาว
ข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความรับกันว่า เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2498 จำเลยถูกจับฐานสมคบกันนำรำข้าวหนัก 102,400 กิโลกรัม ราคา 56,320 บาท อันเป็นของต้องเสีย ภาษี อากรขาออก 1,402 บาท 24 สตางค์ และเป็นของต้องห้าม ต้องจำกัดมิให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร โดยปนกับกากมะพร้าวใส่กระสอบขึ้นบรรทุกเรือเดินทะเล เพื่อส่งออกไปเมืองสิงค์โปร์ แต่ตำรวจเข้าจับกุมเสียก่อน พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาจำเลย 2 ฐาน คือ ฐานลักลอบนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักรและฐานสำแดงรายการสินค้าในใบขนสินค้า (รายเดียวกับฐานแรก) เป็นเท็จ ต่อมาพนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องจำเลยในข้อหาฐานลักลอบนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักร ส่วนข้อหาฐานสำแดงรายการสินค้าในใบขนสินค้าเป็นเท็จ มีหลักฐาน แต่อยู่ในอำนาจของกรมศุลกากรเปรียบเทียบได้ ซึ่งกรมศุลกากรเปรียบเทียบปรับจำเลยแล้ว 50,000 บาท ของกลางคืนให้เจ้าของรับไป ต่อมาพนักงานอัยการตรวจสำนวนแล้วสั่งฟ้องจำเลยฐานนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักร ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีนี้โจทก์แถลงไม่สืบพยาน โจทก์แสดงไม่ได้ว่าการสำแดงรายการเท็จกับพยายามขนสินค้าต้องห้ามออกนอกประเทศเป็นการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกัน จึงต้องถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่เป็นความผิดหลายบท เมื่ออธิบดีกรมศุลกากรเปรียบเทียบปรับจำเลยไปแล้วก็เป็นอันคุ้มจำเลยไม่ต้องถูกฟ้องร้องในความผิดฐานพยายามนำสินค้าต้องห้ามออกนอกประเทศต่อไป พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาว่า จำเลยให้การรับแล้วว่า จำเลยสำแดงรายการสินค้าเท็จตามใบขนลงวันที่ 9 มิถุนายน 2498 และโจทก์ฟ้องว่าจำเลยพยายามนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักร วันที่ 11 มิถุนายน 2498 ฉะนั้น ข้อเท็จจริงจึงชัดว่าความผิดทั้งสองฐานห่างกันถึง 2 วัน จึงเป็นความผิดหลายกระทงต่างกรรมต่างวาระกัน ขอให้ลงโทษ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีได้ความชัดว่า ที่กรมศุลกากรเปรียบเทียบปรับจำเลยแล้วนั้น เฉพาะความผิดฐานสำแดงรายการสินค้าเท็จเท่านั้น แม้การสำแดงรายการสินค้าเท็จจี้จะเกี่ยวเนื่องกับการที่จำเลยจะได้ลับลอบนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักรก็ตาม ถ้ากากระทำของจำเลยต่างกรรมต่างวาระกัน การที่กรมศุลกากรเปรียบเทียบปรับไปแล้ว ก็หาคุ้มถึงฐานลักลอบนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักรไม่ ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดสองฐานดังกล่าวนี้เป็นการกระทำผิดกฎหมายหลายบท หรือเป็นการกระทำผิด 2 กระทง ปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยได้สำแดงรายการเท็จเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2498 เป็นความผิดสำเร็จไปตอนหนึ่งแล้ว ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2498 จำเลยจึงได้พยายามลักลอบนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักรอีก การกระทำผิดสองฐานนี้ แม้จะเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ จำเลยสำแดงรายการสินค้าเท็จ ก็เพื่อจะลักลอบนำออกนอกราชอาณาจักรก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำผิดคนละอย่างต่างกรรมกัน และกระทำผิดคนละเวลาต่างวาระกันด้วย จำเลยจึงต้องมีความผิดตามโจทก์ฟ้อง พิพากษากลับ ลงโทษ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1027/2504 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายซ่งเฮียง แซ่อื้อ กับพวกรวม 2 คน จำเลย ป.อ. ม. 41 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2490 ม. 3