ฎีกาที่ 1142/2503
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 63
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ในคดีที่บุคคลตั้งแต่สองขึ้นไปกระทำความผิดอย่างเดียวกัน ท่านให้ถือว่าบรรดาผู้ที่ได้ลงมือกระทำความผิดนั้น เป็นตัวการ แลอาจลงอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นแก่มันทุกคน เหม...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 226
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดบอกให้เจ้าพนักงานผู้มีตำแหน่งทำการตามหน้าที่ จดข้อความซึ่งมันรู้อยู่ว่าเป็นเนื้อความเท็จ ลงในหนังสืออย่างใดใด อันสามารถจะใช้เป็นพยานได้ แลถ้าการที่มันกระทำนั้นอาจจะเกิดความเสี...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 315
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดได้รับมอบลายมือชื่อของผู้อื่นไว้เพื่อกิจอย่างใดที่กฎหมายบังคับก็ดี หรือกิจอย่างใดที่ผู้มอบเขาสั่งให้ทำก็ดี ถ้าแลมันบังอาจเอาลายมือชื่อเขาไปใช้ในกิจอย่างอื่นที่อาจจะเกิดเสียหาย...
ย่อสั้น
คำพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งศาลต้องจดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เป็นพยานเอกสารอย่างหนึ่งซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่า จำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์จึงชอบที่จะอ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ส่วนที่จะรับฟังหรือไม่เพียงใดเป็นดุลพินิจของศาลที่พิจารณาจะวินิจฉัยอีกชั้นหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อศาลล่างฟังข้อเท็จจริงต้องกันมาโดยวินิจฉัยถึงคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบกับคำพยานอื่นที่ได้มาเบิกความในชั้นพิจารณาจึงไม่เป็นการผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด
ย่อยาว
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยสมคบกันยักยอกลายพิมพ์นิ้วมือแจ้งความเท็จ เป็นเจ้าพนักงานจดข้อความเท็จขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 63, 315, 226 และ 230 จำเลยทั้ง 5 คน ต่างให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเชื่อว่านายอินโจทก์ได้พิมพ์ลายนิ้วมือมอบให้จำเลยที่ 1 ไปเพื่อใช้ในการไถ่ถอนโฉนดที่วางเป็นประกันเงินกู้ไว้กับนางวันดีคืนมา จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กลับสมคบกันนำไปทำเป็นใบมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยทุจริตจริง ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 นั้นยังฟังไม่ถนัดว่าได้กระทำผิดดังฟ้อง จึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 63, 315, 226 ให้ลงโทษตามมาตรา 226 ซึ่งเป็นกระทงหนัก โดยจำคุกจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการสำคัญ 1 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2, 3 คนละ 1 ปีส่วนจำเลยที่ 4 ที่ 5 นั้น ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ที่ 5 จำเลยทั้งสามที่ต้องโทษ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยนั้น คำเบิกความของพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งศาลต้องจดไว้ตามมาตรา 237 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เป็นพยานเอกสารอย่างหนึ่งซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ จึงชอบที่จะอ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ตามมาตรา 226 แห่งวิธีพิจารณาความอาญา ส่วนที่จะรับฟังหรือไม่เพียงใด เป็นดุลพินิจของศาลที่พิจารณาคดีจะวินิจฉัยอีกชั้นหนึ่ง ตามมาตรา 227 แห่งประมวลกฎหมายนั้น สำหรับคดีนี้ศาลทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันมาโดยวินิจฉัยถึงคำเบิกความของนายอินโจทก์ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบกับคำพยานอื่นที่ได้มาเบิกความในชั้นพิจารณาจึงไม่เป็นการผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด หาใช่เป็นเรื่องที่ศาลรับเอาแต่คำเบิกความของพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยไม่ต้องให้พยานมาเบิกความในชั้นพิจารณา ดังที่จำเลยกล่าวในฎีกาไม่ ส่วนที่นายอินโจทก์ เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง มิได้กล่าวถึงวันเวลาเกิดเหตุไว้นั้น ก็ไม่เห็นจะถือได้อย่างไรว่า ทำให้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างกับที่ระบุในฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้ยกฟ้องของโจทก์เสียได้ตามฎีกาของจำเลย ฉะนั้น ที่ศาลทั้งสองวินิจฉัยข้อเท็จจริงลงโทษจำเลยมา จึงไม่มีอะไรที่จะอ้างได้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1142/2503 นายอิน สุบิน โดยนายสุอิ๊ด สุบิน บุตร โจทก์ ผู้รับ มรดก ความ โจทก์ นายสุด บินอุมา ที่ 1 นายเสงี่ยม วันแอเลาะ จำเลย ที่ 2 นายมิตร์ นามทวี ที่ 3 นายจรัล ปราทธทัต ที่ 4 จำเลย นายเกื้อ ศรีจันทร์ ที่ 5 จำเลย ป.วิ.อ. ม. 226 , ม. 227 , ม. 237