ฎีกาที่ 1271/2503
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 53
พ.ศ. 2494 · effective_date
เด็กอายุกว่าเจ็ดขวบ แต่ยังไม่เกินสิบสี่ขวบ กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการดั่งต่อไปนี้ (1) ว่ากล่าวตักเตือนเด็กนั้นแล้วปล่อ...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 60
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดพยายามจะกระทำความผิด แต่หากมีเหตุอันพ้นวิสัยของมันจะป้องกันได้ มาขัดขวางมิให้กระทำลงได้ไซร้ ท่านว่ามันควรรับอาญาตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แบ่งเป็นสามส่วน ให้ลดอาญา...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 63
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ในคดีที่บุคคลตั้งแต่สองขึ้นไปกระทำความผิดอย่างเดียวกัน ท่านให้ถือว่าบรรดาผู้ที่ได้ลงมือกระทำความผิดนั้น เป็นตัวการ แลอาจลงอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นแก่มันทุกคน เหม...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 64
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ด้วยอุบายอย่างใดใด เช่นว่าจ้างวาน หรือบังคับขู่เข็ญขืนใจ ให้ผู้อื่นกระทำความผิดเป็นต้น ท่านว่ามันผู้ใช้นั้นต้องรวางโทษฐานเป็นตัวการ
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 71
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
เมื่อศาลพิจารณาเห็นว่าผู้ใด มีความผิดหลายกะทง ในคำพิพากษาอันเดียวกัน ศาลจะพิพากษาลงโทษตามกะทงความผิดทุกกะทงก็ได้ แต่เมื่อรวมโทษทุกกะทงเข้าด้วยกัน ถ้าจะต้องจำคุก อย่าจำให้เกินยี่สิบ...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 78
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
การฟ้องคดีทางอาญานั้น ถ้ามิได้ยื่นฟ้องต่อศาล ภายในเวลาที่ท่านได้ตั้งไว้เป็นกำหนดไซร้ ท่านว่าคดีนั้นขาดอายุความ อย่าให้ศาลรับไว้พิจารณาเลย แลอายุความนั้น ท่านตั้งเป็นกำหนดไว้ตามประเ...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 119
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน ผู้กระทำการตามหน้าที่อันชอบด้วยกฎหมาย ท่านว่ามันมีความผิด ต้องรวางโทษานุโทษเป็นสามสถาน คือ สถานหนึ่งให้จำคุกไม่เกินกว่าหกเดือน สถานหนึ่งให้ปรับไม่...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 120
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดใช้กำลังทำร้าย หรือใช้วาจาขู่เข็ญว่าจะทำร้ายด้วยประการใด ๆ โดยประสงค์จะต่อสู้หรือขัดขวาง ต่อเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่อันชอบด้วยกฎหมายก็ดี จะต่อสู้หรือขัดขวางผู้หนึ่งผู้...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 249
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดกระทำโดยเจตนาให้ผู้หนึ่งผู้ใดถึงแก่ความตาย ท่านว่ามันฆ่าคนโดยเจตนา มีความผิดให้ลงอาญาแก่มันตามโทษานุโทษเป็นสามสถาน คือ สถานหนึ่งให้ประหารชีวิต ให้มันตายตกไปตามกัน สถานหนึ่งให้...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 250
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดฆ่าคนโดยเจตนา ต้องตามลักษณอย่างใดที่กล่าวต่อไปในมาตรานี้ คือ (1) ฆ่าเจ้าพนักงานผู้ประจำหน้าที่ หรือฆ่าเพราะเหตุที่กระทำการตามหน้าที่ก็ดี (2) ฆ่าบิดามารดา หรือฆ่าญาติที่สืบสายโ...
ย่อสั้น
พลตำรวจเข้าไปจับหญิงนครโสเภณี เห็นผู้หญิงกับผู้ชายคู่หนึ่งนั่งคุยในห้องซึ่งเปิดประตูอยู่ เช่นนี้ ยังเรียกไม่ได้ว่า หญิงคนนั้นกำลังกระทำผิดหรือพยายามกระทำผิดหรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำผิดโดยมีเครื่องมืออาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้กระทำความผิดมาแล้ว และจะหลบหนีตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 78 พลตำรวจจึงไม่มีอำนาจจับหญิงนั้น โดยไม่มีหมายจับ กรณีเช่นนี้ ต้องให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่จับด้วยตนเองได โดยไม่ต้องมีหมายจับ เมื่อการจับกุมของพลตำรวจเช่นนี้ไม่มีกฎหมายสนับสนุนแล้ว การที่จำเลยฆ่าพลตำรวจผู้จับจึงไม่เรียกว่าฆ่าเจ้าพนักงานเพราะเหตุที่กระทำการตามหน้าที่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า พลตำรวจเคลื่อนกับพวกซึ่งเป็นพนักงานตำรวจ จะทำการจับกุมหญิงนครโสเภณี จำเลยทั้งสองได้สมคบกันต่อสู้ขัดขวางและยิงพลตำรวจเคลื่อนตายโดยเจตนา กับยิงพลตำรวจจำนงโดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนไปถูกนายเชาว์มีบาดเจ็บทุพพลภาพ ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 119, 120, 250, 60 , 63 24, 71 ขอให้ริบปืนและกระสุนของกลางกับขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีแดงที่ 191/2498 จำเลยทั้งสองปฏิเสธ จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นคน ๆ เดียวกับจำเลยในคดีแดงที่ 191/2498 จริง ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยทั้งสองทำผิดจริง พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 20, 250, 64 ให้ลงโทษตามมาตรา 250 ซึ่งเป็นบทหนัก โดยให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง แต่คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และคำให้การชั้นศาล ของจำเลยที่ 1 - 2 มีประโยชน์ในการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามมาตรา 59 คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปี ของกลางริบนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีแดงที่ 191/2498 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การที่พลตำรวจเคลื่อนและพลตำรวจจำนง เข้าไปจับหญิงนครโสเภณี ที่บ้านจำเลยที่ 1 นั้น ไม่มีหมายจับและไม่ใช่เป็นการกระทำผิดซึ่งหน้าการกระทำของตำรวจทั้งสองจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจอันชอบด้วยกฎหมายที่จำเลยทั้งสองเข้าขัดขวางย่อมเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิตน ไม่ผิดกฎหมายกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 120 แต่การที่จำเลยทั้งสองยิงพลตำรวจเคลื่อนและยิงพลตำรวจจำนงแต่ไม่ถูกเป็นการป้องกันสิทธิเกินสมควรแก่เหตุ จึงพิพากษาแก้ว่า จำเลยทั้งสองผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 249, 53 และผิดตามมาตรา 249, 60, 53 ด้วย ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองมาตรา 249, 53 อันเป็นบทหนัก ให้จำคุกคนละ 20 ปี คำให้การของจำเลยทั้งสองมีประโยชน์แก่ทางพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษตามมาตรา 59 คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาฟังว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันยิงพลตำรวจเคลื่อนและพลตำรวจจำนงจริง ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ ข้อเท็จจริงได้เพียงว่า เมื่อพลตำรวจ จำนอง และพลตำรวจจิตรเข้าไปทางหลังร้านจำเลยเห็นผู้หญิงกับผู้ชายคู่หนึ่งนั่งคุยในห้องซึ่งเปิดประตูอยู่ เช่นนี้ ยังเรียกไม่ได้ว่า หญิงคนนั้นกำลังกระทำผิดหรือพยายามกระทำผิดหรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำผิดโดยมีเครื่องมืออาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้กระทำความผิดมาแล้ว และจะหลบหนีตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 78 พลตำรวจจึงไม่มีอำนาจจับหญิงนั้น โดยไม่มีหมายจับ กรณีเช่นนี้ ต้องให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่จับด้วยตนเองได โดยไม่ต้องมีหมายจับ เมื่อการจับกุมของพลตำรวจเช่นนี้ไม่มีกฎหมายสนับสนุนแล้ว การที่จำเลยฆ่าพลตำรวจผู้จับจึงไม่เรียกว่าฆ่าเจ้าพนักงานเพราะเหตุที่กระทำการตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 250 (2) ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาฟังต้องกันมีว่า จำเลยที่ 1 มิใช่ห้ามไม่ให้พลตำรวจเคลื่อนจับหญิง เท่านั้น แต่จำเลยที่ 1 ได้จับคอเสื้อพลตำรวจเคลื่อนลากขึ้นบันไดจะพาไปชั้นบน ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ไม่เกี่ยวกับการป้องกันสิทธิของตนแต่ประการใดเลย พลตำรวจเคลื่อนคงรู้ตัวว่าจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ไม่เกี่ยวกับการป้องกันสิทธิของตนแก้ประการใดเลย พลตำรวจเคลื่อนที่คงรู้ตัวว่าจำเลยที่ 1 จะพาตัวขึ้นไปกระทำมิดีทำร้าย จึงไม่ยอมขึ้นไป จำเลยที่ 1 ใช้กำลังลากพลตำรวจเคลื่อนขึ้นไปถึงที่พักบันไดก็เกิดการเกิดปล้ำกันขึ้น เพียงเท่านี้ก็เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้กำลังทำร้ายพลตำรวจเคลื่อนเสียแล้ว ไม่ใช่เป็นการป้องกันสิทธิอยู่นั่นเอง ยิ่งจำเลยที่ 1 ใช้ให้จำเลยที่ 2 ยิงพลตำรวจเคลื่อนในเวลาต่อมา ยิ่งไม่มีทางจะอ้างว่าเป็นการป้องกันแต่อย่างใดเลย ศาลฎีกาพิพากษาแก้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิด 2 กระทง คือ ฆ่าพลตำรวจเคลื่อนตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 249 กระทงหนึ่ง และพยายามฆ่าพลตำรวจจำนงตามมาตรา 249, 60 อีกกระทงหนึ่ง แต่เห็นสมควรลงโทษกระทงที่หนักเพียงกระทงเดียว คือ มาตรา 249 การกระทำของจำเลยทั้งสองร้ายแรงมาก ควรวางโทษประหารชีวิต คำให้การจำเลยทั้งสองมีประโยชน์ แก่ทางพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษตามมาตรา 59 คงจำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 20 ปี นอกจากที่แก้นี้ยืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1271/2503 อัยการจังหวัดปัตตานี โจทก์ นายนคร แสงวิจิตร ที่ 1 นายชอบ คุ้มสติ ที่ 2 จำเลย ป.วิ.อ. ม. 78 กฎหมายลักษณะอาญา ม. 250 (2) , ม. 249 (2) พ.ร.บ.ป้องกันสัญจรโรค ร.ศ.127 ม. 4 , ม. 15 , ม. 30