ฎีกาที่ 779/2502
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689 บัญญัติให้เป็นคุณแก่ผู้ ค้ำประกัน ในกรณีที่ผู้ ค้ำประกัน พิสูจน์ได้ว่า ลูกหนี้มีทางที่จะชำระหนี้ได้ และการที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นจะไม่เป็นการยากด้วยเช่นนี้ เจ้าหนี้จะต้องบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน ถ้าผู้ ค้ำประกัน พิสูจน์ไม่ได้ดังกล่าว และโจทก์นำสืบได้ว่า โจทก์ได้สืบเสาะหาทรัพย์ที่จะเอาชำระหนี้จากลูกหนี้ที่ไหนก็ไม่ได้ เช่นนี้แล้ว ผู้ ค้ำประกัน ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา 689
ย่อยาว
ได้ความว่า โจทก์ได้เรียกให้นางมาลีลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว แต่ไม่ได้ผล จึงต้องฟ้องจำเลยผู้ ค้ำประกัน ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลทั้งสอง ให้จำเลยชำระต้นเงิน 6,335 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยที่ค้าง 748.12 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี ในต้นเงิน 6,335 บาทนับแต่วันฟ้องจนชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ข้อที่จำเลยฎีกาว่า นางมาลีลูกหนี้มีทางที่จะชำระหนี้ได้โดยมิยาก โจทก์จะต้องเรียกร้องบังคับเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้เสียก่อนต่อเมื่อเรียกบังคับเอาจากลูกหนี้ไม่ได้ หรือได้ไม่พอแล้วโจทก์จึงจะมีอำนาจฟ้องจำเลยได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689 บัญญัติให้เป็นคุณแก่ผู้ ค้ำประกัน ในกรณีที่ผู้ ค้ำประกัน พิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้มีทางที่จะชำระหนี้ได้ และการที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้น จะไม่เป็นการยากด้วย เจ้าหนี้จะต้องบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน ในคดีนี้ จำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ มิได้พิสูจน์ให้ประจักษ์เช่นที่อ้างแม้แต่ประการใดตรงข้ามโจทก์กลับแสดงหลักฐานว่า ได้สืบเสาะหาทรัพย์ที่จะเอาชำระหนี้จากนางมาลีลูกหนี้ที่ไหนก็ไม่ได้ ทั้งจำเลยก็ยังแถลงต่อศาลว่าจำเลยไม่ทราบว่านางมาลีมีทรัพย์สินอะไรบ้าง ดังนี้ จำเลยย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา 689 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 779/2502 นายนวน บุญประเสริฐ โจทก์ นายเกษม บำรุงไทย จำเลย ป.พ.พ. ม. 689