ฎีกาที่ 1683/2500
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 72
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดถูกพิพากษาให้ลงโทษ เพราะได้กระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใด แลเมื่อมันได้พ้นโทษไปแล้ว ไปกระทำความผิดขึ้นอีก ภายในเวลาที่ท่านกำหนดไว้ ท่านว่ามันไม่เข็ดหลาบ ผู้ใดศาลพิจารณาได้ความจ...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 268
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดจะเอาคนลงเป็นทาษ โดยมันใช้อุบายอย่างหนึ่งอย่างใดคือว่า มันพาคนเข้ามาในพระราชอาณาจักร์ หรือพาออกไปจากพระราชอาณาจักร์ หรือพาเอาไปจากที่แห่งใดใด เพื่อจะให้เป็นทาษก็ดี มันซื้อ หรื...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 299
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ถ้าการชิงทรัพย์นั้น ประกอบด้วยความฉกรรจ์อย่างหนึ่งอย่างใด เช่นว่าไว้ในมาตรา 293 แลมาตรา 295 ท่านว่ามันผู้กระทำผิด ต้องรวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไปจนถึงสิบปี แลให้ปรับตั้งแต่ร้อยบ...
ย่อสั้น
โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยเข้าตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 299 และขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรานั้น แต่เมื่อทางพิจารณาฟังข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าการกระทำของจำเลยเป็นการขู่เข็ญข่มขืนใจให้เขาต้องจำยอมกระทำการตามความประสงค์ของจำเลย ด้วยการใช้มีดจ่อจี้ว่าจะทำร้าย เป็นความผิดอาญาฐานทำให้เสื่อมเสียอิสระภาพ ต้องตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 268 วรรคสาม และการกระทำอันเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำร้ายนี้ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำผิดอาญาฐานชิงทรัพย์ ทั้งโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำนี้มาในฟ้องแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำการ ลักทรัพย์ ศาลก็ลงโทษจำเลยเท่าที่จำเลยทำผิด คือลงโทษตาม มาตรา 268 วรรคสาม นั้นได้ ไม่ถือว่านอกความประสงค์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบังอาจเป็นคนร้ายชิงทรัพย์โดยจำเลยใช้มีดปลายแหลมเป็นสาตราวุธจี้ขู่เข็ญ ใช้วาจาขู่เข็ญจะทำร้ายนายยนตร์คนขับรถยนต์ และขู่เข็ญจะทำร้ายพลตำรวจสวัสดิ์, นายวัธน์, นายโห่,นายดา พวกของนายยนตร์รวม 5 คน เพื่อความสะดวกที่จำเลยจะ ลักทรัพย์ และเอาทรัพย์ แล้วจำเลยบังอาจลักเอารถยนต์คันนี้ซึ่งเป็นของนายน้อย ด่านวัฒนา ราคา 30,000 บาท อยู่ในความครอบครองรักษาของนายยนตร์ไป จำเลยเคยต้องโทษมาแล้ว ขอให้ลงโทษและเพิ่มโทษ ตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 299, 72 จำเลยต่อสู้ว่าไม่มีเจตนา ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยผิดตามฟ้อง ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 299 จำคุก 4 ปี เพิ่มตาม มาตรา 72 อีก 1 ใน 3 เป็น 5 ปี4 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนา พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ใช้มีดปลายแหลมจี้บังคับให้บุคคลขับรถไปให้ตามความประสงค์ของจำเลย ทั้งยังได้ขู่เข็ญให้เขาลงจากรถแล้วจำเลยก็ขับเอารถไป การกระทำของจำเลยเป็นการขู่เข็ญข่มขืนใจให้เขาจำยอมกระทำการตามความประสงค์ของจำเลยด้วยการใช้มีดจ่อจี้ว่าจะทำร้ายเป็นความผิดอาญาฐานทำให้เสื่อมเสียอิสสระภาพต้องตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 268 วรรค 3 และการกระทำอันเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำร้ายนี้ ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำผิดอาญาฐานชิงทรัพย์ ทั้งโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำนี้มาในฟ้องแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำการ ลักทรัพย์ ศาลก็ลงโทษจำเลยเท่าที่จำเลยทำผิดนั้นได้ ไม่ถือว่านอกความประสงค์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษ ศาลฎีกาพิพากษากลับศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 268 วรรค 3 รวมกระทงลงโทษโดยให้จำคุกจำเลยไว้ 1 ปี ส่วนการที่จะเพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบนั้นบัดนี้ได้มี พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ พ.ศ. 2499 ให้ถือว่าจำเลยมิได้ต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดมาแล้ว จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1683/2500 อัยการจังหวัดสระบุรี โจทก์ นายแฉล้ม สุภารัตน์ จำเลย ป.วิ.อ. ม. 192 กฎหมายลักษณะอาญา ม. 299 , ม. 268 วรรคสาม