ฎีกาที่ 1957/2500
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ฟ้องว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าว สัญชาติจีน ไม่มีสนธิสัญญาให้มีกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ได้ จึงขอเรียกมัดจำคืนจากจำเลยเพราะโจทก์ซื้อ ที่ดิน ตามสัญญากับจำเลยไม่ได้ จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์เป็นจีน ไม่มีสิทธิหรือต้องขออนุญาตมี ที่ดิน เสียก่อนฯ ดังนี้ มีประเด็นที่โจทก์จะต้องแสดงฐานะของโจทก์แล้ว จะถือว่าจำเลยรับตามฟ้องโจทก์แล้วไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นคนสัญชาติจีน เชื้อชาติกวางตุ้ง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2497 จำเลยได้ทำสัญญาจะขาย ที่ดิน โฉนดเลขที่ 3105 ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ให้แก่โจทก์ราคา 1,400,000 บาท โจทก์ได้วางเงินมัดจำไว้แก่จำเลยเป็นเงิน 100,000 บาท ตกลงจะโอน ที่ดิน กันเมื่อมีการรังวัดกันแล้ว เนื่องจากประเทศไทยกับประเทศจีนไม่มีสนธิสัญญากำหนดจะให้บุคคลของแต่ละประเทศมีกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ในประเทศอีกฝ่ายหนึ่งได้เหตุนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิหรืออยู่ในฐานะที่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้มีกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน ตามพระราชบัญญัติ ที่ดิน การโอน ที่ดิน ตามสัญญาซื้อขายจึงไม่อาจกระทำได้ โจทก์จึงไม่มีทางได้กรรมสิทธิ์ตามที่ตกลงจะซื้อกับจำเลย ดังนั้นโจทก์จึงบอกเลิกสัญญา และขอมัดจำคืนจากจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมคืนเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายโจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลแสดงว่าสัญญาซื้อขายไม่อาจจะโอน ที่ดิน แก่กันได้ ให้จำเลยคืนเงินมัดจำพร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยรับว่าได้ทำสัญญาจะขาย ที่ดิน ให้โจทก์และรับเงินมัดจำจากโจทก์จริง แต่ต่อสู้ว่านอกจากเงินแล้วโจทก์ยังมอบโฉนด ที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยอีกโดยตีราคา 40,000 บาท มีกำหนดจะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ภายในกำหนด 180 วัน การชำระเงินราคาที่เหลือนั้นได้แบ่งออกเป็น 2 งวด คืองวดที่ 1 วันที่โฉนด ที่ดิน ซึ่งไปรังวัดไว้ ณ หอทะเบียน ที่ดิน ออกใหม่เรียบร้อยโจทก์ต้องชำระเป็นเงิน 600,000 บาทส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ ถ้าโจทก์ผู้ซื้อผิดสัญญาไม่ยอมรับซื้อหรือชำระเงินส่วนที่เหลือตามกำหนดที่กล่าวนี้ โจทก์ยอมให้ริบเงินมัดจำ 100,000 บาท และหลักทรัพย์โฉนด ที่ดิน ที่วางมัดจำนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ก่อนที่โจทก์เข้าทำสัญญาจะซื้อ ที่ดิน จากจำเลยก็ดี หรือขณะที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อกับจำเลยก็ดี โจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวไม่มีสิทธิหรืออยู่ในฐานะที่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้มีกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน แต่โจทก์ได้แสดงให้ปรากฏแก่จำเลยว่าโจทก์มีสัญชาติไทยและมีสิทธิทำการซื้อรับโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดิน โดยสมบูรณ์ ทั้งโจทก์ยังแจ้งแก่จำเลยอีกว่าโจทก์มีเจตนาจะนำไปเสนอขายหากำไรต่อองค์การรัฐบาล หรือสถานทูตอเมริกัน โจทก์ได้ขอร้องต่อจำเลยให้มีเงื่อนไขกำหนดไว้ในสัญญาข้อ 4 เปิดช่องให้โจทก์เอา ที่ดิน รายนี้ไปเสนอขายต่อผู้อื่น แล้วให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ตรงไปยังผู้รับซื้อ ที่ดิน จากโจทก์ทีเดียว เพื่อไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์สองครั้ง ต่อมาการรังวัดแบ่งแยกโฉนด ที่ดิน ที่โจทก์ประสงค์จะซื้อจากจำเลยเสร็จเรียบร้อย จำเลยจึงมีหนังสือลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2497 แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ชำระเงินงวดที่ 1 โจทก์ก็ออกเช็คล่วงหน้าลงวันที่ 8 มิถุนายน 2497 สั่งธนาคารแห่งเอเซียฯ จำกัด จ่ายเงินให้แก่จำเลยตามสัญญา 600,000 บาท ถึงกำหนดจำเลยได้นำเช็คนี้ไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อรับเงินตามเช็ค ธนาคารส่งเช็คกลับคืนและแจ้งแก่จำเลยว่าโจทก์ไม่มีเงินจ่ายเพียงพอตามเช็ค การที่จำเลยไม่ได้รับเงิน 600,000 บาทจากโจทก์นี้ จำเลยถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาข้อ 4 จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะริบเงินมัดจำและหลักทรัพย์ที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยรวม 140,000 บาท ได้ตามสัญญาข้อ 6 จำเลยปฏิเสธว่าจำเลยไม่เลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายและให้จำเลยคืนเงินมัดจำกับหลักทรัพย์ โจทก์ไม่มีสิทธิจะบอกเลิกสัญญากับจำเลย เพราะสัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเสร็จเด็ดขาดแล้วตั้งแต่จำเลยไม่ได้รับเงินตามเช็คของโจทก์การที่โจทก์ผิดสัญญาไม่สามารถปฏิบัติการชำระราคาให้แก่จำเลยเนื่องจากโจทก์เสนอขาย ที่ดิน ไม่ได้ตามเจตนา โจทก์กระทำโดยไม่สุจริตมาแต่ต้นแล้ว ศาลแพ่งพิจารณาแล้วฟังว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวโดยมีสัญชาติจีนโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อ ที่ดิน ของจำเลยเนื้อที่ 4 ไร่เศษในราคา 1,400,000 บาท ได้วางเงินสดมัดจำไว้ในวันทำสัญญา 100,000 บาทและได้มอบโฉนด ที่ดิน กับสิ่งปลูกสร้างตีราคา 40,000 บาทเป็นหลักประกันด้วยดังสัญญาจะซื้อจะซื้อขายหมาย ล.1 สัญญาข้อ 4 มีใจความว่าเมื่อโฉนดสำหรับ ที่ดิน ที่ซื้อขายกันได้ออกเรียบร้อยแล้ว โจทก์จะชำระเงินให้จำเลย 600,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์คือเมื่อทำสัญญาซื้อขายต่อเจ้าพนักงานโจทก์จะให้ใส่ชื่อบุคคลใดเป็นผู้เข้าชื่อทำสัญญารับโอนจากจำเลยก็ได้จำเลยไม่ถือเป็นเหตุเลิกสัญญา ถ้าไม่ขัดต่อกฎหมายและเจ้าพนักงานยินยอม สัญญาข้อ 6 มีใจความว่าถ้าจำเลยผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดยอมคืนเงินมัดจำ 100,000 บาทให้โจทก์ และยอมให้ปรับ 140,000 บาท ถ้าโจทก์ไม่ยอมรับซื้อหรือไม่ชำระเงินที่เหลือตามกำหนด ยอมให้จำเลยริบเงินมัดจำเสียทั้งสิ้น และหลักทรัพย์ทั้งหมดตกเป็นของจำเลยทันที วันที่ 6 พฤษภาคม 2497 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าหอทะเบียนได้ออกโฉนดใหม่เรียบร้อยแล้ว โจทก์รับทราบในวันรุ่งขึ้นที่ 7 และโจทก์ได้ออกเช็คของธนาคารแห่งเอเซียเลขที่ B.390442 จ่ายเงินหกแสนบาทให้จำเลยเป็นการชำระราคา ที่ดิน งวดที่ 1 ตามสัญญาข้อ 4 แต่เช็คฉบับนี้เป็นเช็คล่วงหน้าลงวันที่ 8 มิถุนายน 2497 เพราะขณะนั้นโจทก์ยังไม่มีเงิน ถึงกำหนดชำระเงินตามเช็คฉบับนี้จำเลยนำเช็คเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยแต่เรียกเก็บเงินไม่ได้ เพราะธนาคารเอเซียแจ้งว่าเงินของโจทก์มีไม่พอจ่าย ศาลแพ่งเห็นว่าตามพยานหลักฐานและบทกฎหมายเรื่องการถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ของคนต่างด้าว มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ที่ดิน ในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พ.ศ. 2486 มาตรา 5 และ 6 ประกอบกับประเทศไทยได้ ทำสนธิสัญญาทางไมตรีกับสาธารณรัฐจีนเมื่อเดือนมกราคม 2489 เป็นอันฟังได้ว่า คนจีนอาจถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ได้ตามบทสนธิสัญญาโดยต้องยื่นคำร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาตแล้วก็ถือกรรมสิทธิ์ได้ แต่โจทก์ไม่เคยยื่นคำร้องขออนุญาตถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เลย โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ไม่ได้เพราะกฎหมายห้าม หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตนั้นไม่ได้ ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะยกขึ้นอ้างเป็นข้อเลิกสัญญากับจำเลย และความจริงโจทก์ไม่มีเงินหกแสนบาทให้จำเลยตามสัญญาต่างหาก ดังนั้นคดีโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าวัตถุประสงค์แห่งสัญญาจะซื้อขายกลายเป็นพ้นวิสัยโจทก์ไม่มีสิทธิจะเลิกสัญญากับจำเลยและเรียกเงินมัดจำคืน เมื่อโจทก์ไม่มีเงินหกแสนบาทชำระให้แก่จำเลย ๆ ย่อมใช้สิทธิเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำเสียได้ พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาต่อมา ศาลฎีกาประชุมปรึกษาแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อ 2 (ก) ว่าคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวไม่มีสิทธิหรืออยู่ในฐานะที่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อมีกรรมสิทธิ์ในประเทศไทยได้ จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำฟ้องนี้แต่ประการใด จึงถือว่าจำเลยรับตามฟ้องของโจทก์แล้วนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์คำให้การจำเลยข้อ 3 มีความว่าก่อนหรือขณะทำสัญญาโจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวไม่มีสิทธิหรืออยู่ในฐานะที่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้มีกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน จึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งเกิดเป็นประเด็นที่โจทก์จะต้องแสดงฐานะของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้สืบถึงแต่ปรากฎข้อเท็จจริงตรงข้ามกับคำฟ้องดังศาลแพ่งวินิจฉัยไว้ว่าโจทก์อาจถือกรรมสิทธิ์ได้โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เสียก่อนความข้อนี้โจทก์หาได้อุทธรณ์หรือฎีกาโต้เถียงไม่ ฎีกาข้อนี้เป็นอันฟังไม่ขึ้น ฎีกาโจทก์ข้อ 2 (ข) ข้อเท็จจริงได้ความจากนายศักดิ์ ไทยวัฒน์อธิบดีกรม ที่ดิน พยานโจทก์เองว่าคนจีนในประเทศไทยจะถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามสนธิสัญญาข้อ 6 (ซึ่งศาลแพ่งก็ได้ยึดเป็นหลักวินิจฉัยไว้แล้ว) เคยมีคนต่างด้าวปรึกษานายศักดิ์เรื่องขอมีกรรมสิทธิ์ ที่ดิน นายศักดิ์แนะนำให้ยื่นคำขอขึ้นมาเพราะอำนาจอนุญาตอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเข้าใจว่าไม่เคยมีคำสั่งรัฐมนตรีห้ามไม่ให้คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน แต่โจทก์หาได้เคยยื่นคำร้องขอถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ไม่ กลับไปอ้างถึงใครต่อใครสืบขัดแย้งกับตัวบท แต่ที่แท้ข้อนี้เป็นความคิดใหม่ของโจทก์ที่เพิ่งอ้างเป็นเหตุเพื่อฟ้องเรียกเงินมัดจำคืน ภายหลังที่โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายได้แล้ว กล่าวคือทางพิจารณาฟังได้สนิทว่าการที่โจทก์ตกลงจะซื้อที่จากจำเลยก็ด้วยเจตนาจะหากำไรโจทก์จึงขอให้ระบุในสัญญาไว้ด้วยว่าโจทก์จะให้บุคคลใดหรือใส่ชื่อบุคคลใด เป็นผู้เข้าชื่อทำสัญญารับโอนจากจำเลยก็ได้ ต่อมาโจทก์ได้นำนายเสริมชัยไปพบจำเลยเพื่อขอแบ่งซื้อ ที่ดิน แปลงนี้แล้วหักราคาซึ่งขายให้นายเสริมชัยออกจากราคาที่โจทก์จะต้องให้แก่จำเลยดังนี้ เป็นการสนับสนุนให้เชื่อสนิทเข้าประการหนึ่ง ทั้งเมื่อโฉนดสำหรับ ที่ดิน รายนี้ทำเสร็จ จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบโจทก์ยังได้ออกเช็คสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินหกแสนบาทอันเป็นส่วนของราคา ที่ดิน งวดที่ 1 ตามสัญญาให้แก่จำเลย แต่เงินในบัญชีโจทก์ไม่มีพอโจทก์ขอผ่อนผัน จำเลยก็ยอมให้โจทก์ออกเช็คล่วงหน้าหนึ่งเดือนถึงกำหนดโจทก์ไม่สามารถหาเงินได้ โจทก์จึงแปรรูปคดีโดยอ้างถึงข้อกฎหมายที่ไม่ถูกต้องเช่นนี้ เหตุไฉนจะไม่ให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาเล่าฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน ให้โจทก์เสียค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาทแก่จำเลยด้วย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1957/2500 นายโกวิท เหยี่ยงสกุล โจทก์ นายวีระ วิกิตเศรษฐ ที่ 1 นายสุรินทร์ ศรีพันธ์วงศ์ ที่ 2 จำเลย ป.วิ.พ.