ฎีกาที่ 99/2500
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด. จำเลยขับรถยนต์ชนรถยนต์โจทก์ ระบุความเสียหายว่า สินค้าที่บรรทุกรถยนต์มีพืชผลต่างๆ น้ำตาลและขวดเปล่า เสียหาย 12,350 บาท รถยนต์ชำรุดเสียหายค่า แรงงาน ฉุดลากจากคู ค่าลากจูงไปอู่ และค่าซ่อมรถ รวม 4,700 บาท ค่าเสื่อมราคา 1,600 บาท ดังนี้ เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ไม่เคลือบคลุม
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัท จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2497 จำเลยที่ 1 ใช้ให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ชนิดลากจูง หมายเลขทะเบียน ป.จ. 0388 จากจังหวัดปราจีนบุรีไปส่งไม้ที่จังหวัดลพบุรี อันเป็นการที่จำเลยที่ 2 กระทำตามหน้าที่การงานตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ส่งไม้เสร็จแล้วก็ขับรถยนต์คันนั้นกลับมาตามถนนพหลโยธินเพื่อกลับจังหวัดปราจีนบุรี อันเป็นสำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 โดยแล่นตามหลังรถยนต์บรรทุก เลขทะเบียน ส.บ 0696 ของโจทก์ ซึ่งมีนายชิต ค้าทันเจริญ เป็นผู้ขับ ซึ่งในขณะนั้นได้บรรทุกสินค้าต่าง ๆ แล่นมาจากจังหวัดนครสวรรค์มาตามถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าจะเข้ากรุงเทพฯ ครั้นมาถึงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 109 กับที่ 110 บนถนนสายเดียวกันจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์นั้นโดยประมาทเลินเล่อแซงและเบียดรถยนต์ของโจทก์ดังกล่าว จนกระทั่งรถยนต์ของโจทก์ตกลงไปในคูข้างทางถนนนั้น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังต่อไปนี้ ก.สินค้าที่บรรทุกรถยนต์ของโจทก์มีพืชผลต่าง ๆ น้ำตาล และขวดเปล่าเสียหายคิดเป็นเงิน 12,350 บาท ข.รถยนต์ของโจทก์ได้รับความชำรุดเสียหายต้องเสียค่า แรงงาน ฉุดลากขึ้นจากคู ค่าลากจูงไปยังอู่ซ่อมกับค่าซ่อมรถ รวมเป็นเงิน 4,700 บาท ค. โจทก์ต้องขาดประโยชน์ที่ควรมีควรได้จากการใช้รถยนต์ดังกล่าว เพราะต้องเสียเวลาซ่อมรถเป็นเวลา 3 วัน คิดเป็นเงิน 1,000 บาท ง. แม้เมื่อซ่อมรถยนต์เสร็จแล้ว รถยนต์นั้นก็ต้องเสื่อมราคาไปเพราะการกระทำของจำเลย คิดเป็นเงิน 1,600 บาท จึงขอศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 19,650 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2497 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 10 เดือน เงิน 1,228.12 บาท รวมเป็นเงิน 20,878.12 บาท กับให้เสียดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 19,650 บาท ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้เช่ารถยนต์คันฟ้องไปจากจำเลยที่ 1 ๆ ไม่มีอำนาจใช้หรือสั่งการให้จำเลยที่ 2 กระทำการใด ๆ เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความผิดทางฝ่ายโจทก์โดยประมาท เพราะรถของโจทก์บรรทุกของหนักเกินระวางบรรทุก ขณะที่รถของจำเลยจะแซงได้ขอทางแล้วคนขับรถของโจทก์ได้ให้ทาง รถของจำเลยจึงได้แซงจะขึ้นหน้า คนขับรถของโจทก์ก็แกล้งเร่งความเร็วขึ้น รถของโจทก์จึงเสียอาการทรงตัวมากระทบรถของจำเลย ซึ่งแซงมาตามทางอันถูกต้องแล้ว คนขับรถของโจทก์จึงได้หักหลบตกคูไป ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่ได้ความว่า รถยนต์ของโจทก์ยี่ห้ออะไร ขนาดกี่แรงม้าเป็นราคาเท่าใด โจทก์บรรยายฟ้องเรียกร้องเอาค่าเสียหายเนื่องจากทรัพย์เสื่อมราคาแต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ทราบถึงลักษณะและราคาอันแท้จริงของทรัพย์ให้ทราบ ฟ้องก็ไม่ได้ความว่าเหตุเกิดขึ้นอยู่ในเขตอำเภอ จังหวัดใด และพืชผลไม้ต่าง ๆ ที่เสียหายนั้นเป็นพืชอะไร จำนวนเท่าใด เสียราคาเท่าใด เสียหายอย่างไร น้ำตาลอะไร ปริมาณเท่าใด เสียหายอย่างไร ขวดเปล่าจำนวนเท่าใด เสียหายอย่างไร ส่วนประกอบของรถยนต์เสียหายส่วนใดบ้าง ราคาเท่าใด ค่าลากขึ้นจากคู ค่าลากจูงไปอู่ซ่อมซึ่งอยู่ที่ไหนและราคาเท่าใด ก็ไม่บรรยายให้จำเลยทราบเพื่อมีโอกาสสู้คดีได้ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ส่งหมายเรียกให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ และโจทก์ทิ้งฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นจึงสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อตัดฟ้องของจำเลยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมดังข้อต่อสู้หรือไม่ โจทก์แถลงว่า คำฟ้องไม่เคลือบคลุม เพราะได้บรรยายความพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้แล้ว ส่วนรายละเอียดโจทก์จะนำสืบให้ปรากฏในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์บรรยายฟ้องมาเป็นการเพียงพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหา และต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนรายละเอียดยิ่งกว่านั้นเป็นเรื่องที่จะต้องนำสืบกันต่อไป ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมให้ยกคำร้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ผู้พิพากษานายหนึ่งทำความเห็นแย้งว่า ฟ้องของโจทก์ ข้อ ก. ข. และง. เคลือบคลุม เพราะไม่กล่าวอ้างให้แจ้งชัดว่า พืชผลอะไร จำนวนเท่าใดชนิดไหน ราคาอย่างละเท่าใด เสียหายอย่างไร น้ำตาลอะไร ชนิดไหนปริมาณเท่าใด ราคาเท่าใด เสียหายอย่างไร ขวดเปล่าชนิดไหนจำนวนราคาเท่าใด เสียหายอย่างไร รถยนต์ราคาเท่าใด เสียหายตรงไหนค่าลากจูงเท่าใด ค่าซ่อมเท่าใด เหล่านี้โจทก์ชอบที่จะจาระนัยได้ เพื่อจำเลยจะได้ให้การรับหรือต่อสู้ให้ถูกต้อง เห็นควรแก้คำสั่งศาลชั้นต้นว่าฟ้องโจทก์สำหรับเรียกค่าเสียหาย ข้อ ก. ข. และง. เป็น ฟ้องเคลือบคลุมไม่แจ้งชัด ให้งดสืบพยานในข้อเหล่านี้ คงให้ดำเนินการสืบพยานในข้อ ค. ต่อไป จำเลยฎีกา ศาลฎีกาประชุมปรึกษาคดีแล้ว ได้พิเคราะห์คำบรรยายฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายมาแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ พอให้จำเลยเข้าใจข้อความที่ตนถูกกล่าวหาว่าโจทก์ได้เสียหายอะไรไปบ้าง ส่วนข้อปลีกย่อยรายละเอียดอันยืดยาวดังความเห็นแย้งของศาลอุทธรณ์นั้น เกี่ยวด้วยข้อแถลงและข้อนำสืบในชั้นพิจารณาทั้งสิ้นฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฎีกาจำเลยที่ 1ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 99/2500 นายจิ๋นเชียง หรือฉิ้งเซี้ยง แซ่เลี้ยว โจทก์ บริษัท เวศพร จำกัด โดยนางถนอม ศิลปิกุล ประธานกรรมการ ที่ 1 จำเลย นายกรม กลิ่นไทย ที่ 2 จำเลย ป.วิ.พ. ม. 172