ฎีกาที่ 204/2500
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ได้ความว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรนอกกฎหมายของโจทก์ที่ 1 เกิดกับผู้ตายเจ้ามรดก แต่ผู้ตายเจ้ามรดกได้รับรองและแสดงออกโดยให้ใช้นามสกุลและการศึกษาถือว่าเจ้ามรดกได้รับรองว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรของตนแล้ว โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย และมีอำนาจฟ้องคดีได้โดยไม่จำเป็นต้องขอคำสั่งศาลเสียก่อน ผู้ตายได้รับ จำนอง ที่ดินพิพาทนี้โดยทางทะเบียนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ส่วนจำเลยที่ 3 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททางครอบครองแต่มิได้จดทะเบียนเช่นนี้ จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก (คือฝ่ายผู้รับ จำนอง ) ผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตไม่ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1299 แม้ถึงหากจะฟังว่าจำเลยที่ 1,2 เอาความเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานว่าโฉนดหายจนได้รับใบแทนโฉนดมาแล้วเอาไป จำนอง ก็ดีเมื่อผู้รับ จำนอง มิได้รู้เห็นในเรื่องนี้ด้วยหากแต่รับ จำนอง ไว้โดยสุจริตเช่นนี้ไม่ทำให้สิทธิของผู้รับ จำนอง ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปฝ่ายผู้รับ จำนอง ยังมีสิทธิฟ้องบังคับ จำนอง โดยยึดที่ดิน จำนอง ขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับ จำนอง ที่ดินโฉนดที่ 4820 ตำบลไทรน้อยกิ่งอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยดอกเบี้ยโดยที่ดินแปลงนี้จำเลยที่ 1,2 นำไป จำนอง ไว้กับนายน้อม รุ่งสว่าง โดยเงินที่รับ จำนอง เป็นเงินที่โจทก์ที่ 1 กับนายน้อมเป็นเจ้าของร่วมกัน บัดนี้นายน้อม รุ่งสว่างตายแล้ว โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้เยาว์เป็นบุตรนอกกฎหมายของโจทก์ที่ 1 กับนายน้อม แต่นายน้อมได้รับรองเป็นบุตรและให้การศึกษาด้วยจึงเป็นบุตรนายน้อมตามกฎหมายและเป็นผู้รับมรดกโดยเป็นทายาทโดยชอบธรรมเพราะไม่มีพินัยกรรมและโจทก์จำเป็นต้องฟ้องจำเลยที่ 3 ด้วยเพราะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยทางครอบครองที่ดินแปลงนี้ภายหลังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำนอง ไว้ กับโจทก์เพราะหนี้ จำนอง เป็นหนี้ติดที่ดินซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิด จำเลยที่ 1, 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การว่าที่แปลงนี้นางเชื้อเจ้าของเดิมมารดาจำเลยที่ 1, 2 ได้ขายให้แก่นายพิมพ์ โลกะสุทธิ์ ที่จำเลยที่ 3 แต่ไม่ได้จดทะเบียนเพียงแต่ส่งมอบโฉนดให้นายพิมพ์ ต่อมานางเชื้อขอยืมโฉนดไปจากนายพิมพ์ว่าเจ้าพนักงานจะสำรวจที่ดิน นายพิมพ์หลงเชื่อมอบโฉนดให้นางเชื้อ ๆ จึงถอนชื่อตนออกแล้วใส่ชื่อจำเลยที่ 1, 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นายพิมพ์ทราบจึงเรียกโฉนดมาเก็บรักษาและฟ้องจำเลยที่ 1, 2 เป็นจำเลยขอให้แสดงกรรมสิทธ์แก่นายพิมพ์โดยทางครอบครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นายพิมพ์ตายในระหว่างฎีกา จำเลยที่ 3 รับมรดกความ จำเลยที่ 1, 2 รู้แล้วว่าโฉนดรายนี้อยู่กับนายพิมพ์กับนำความเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานว่าโฉนดหายจนเจ้าพนักงานออกไปแทนโฉนดให้แล้ว จำเลยที่ 1, 2 จึงมาจดทะเบียน จำนอง ไว้กับนายน้อมเป็นการใช้สิทธิมาด้วยความเท็จอันไม่สุจริต แม้จะจดทะเบียน จำนอง ผู้รับ จำนอง ก็ไม่ได้รับผล เพราะจำเลยที่ 1, 2 ไม่ใช่เจ้าของที่พิพาทกับตัดฟ้องว่าโจทก์อ้างว่าเป็นภรรยาและบุตรผู้รับ จำนอง โจทก์ต้องบอกกล่าวบังคับ จำนอง แก่จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 735 และโจทก์ไม่ใช่ภรรยาและบุตรของนายน้อมอันชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1, 2 ใช้เงินให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 รวมทั้งต้นและดอกเบี้ยเป็นเงิน 7376.60 บาท และดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จ และให้ยกฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ขอให้เอาที่ดินออกขายทอดตลาดเสีย โจทก์แต่ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่าผู้รับ จำนอง โดยชอบย่อมได้บุริมสิทธิติดอยู่กับที่ดินที่รับ จำนอง นั้น และเมื่อผู้รับ จำนอง (โจทก์) บอกกล่าวการรับ จำนอง ให้จำเลยที่ 1, 2 ทราบแล้ว จำเลยที่ 1, 2 ไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลสั่งยึดทรัพย์ จำนอง ขายทอดตลาดได้ตาม มาตรา 728 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่าถ้าจำเลยที่ 1, 2 ไม่ชำระหนี้ให้เอาที่ดินรายพิพาทออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ จำนอง แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 เท่านั้นฎีกา ศาลฎีกาฟังแถลงการณ์และตรวจสำนวนปรึกษาคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 3 ฎีกาเป็นใจความรวม 2 ข้อคือ (1) โจทก์จะมีอำนาจฟ้องหรือไม่ (2) จะฟ้องขอบังคับ จำนอง โดยให้ขายทอดตลาดที่ดิน จำนอง เอาเงินชำระหนี้ของโจทก์ได้หรือไม่ สำหรับฎีกาข้อ (1) คงมีข้อพิจารณาเฉพาะโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ว่าจะมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อนี้จำเลยที่ 3 ก็รับอยู่แล้วว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรนายน้อมผู้รับ จำนอง จริงและได้ความว่านายน้อมได้รับรองและแสดงออกว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรของตน โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 จึงเป็นบุตรมีสิทธิรับมรดกของนายน้อมและมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้ ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องขอคำสั่งศาลเสียก่อน สำหรับฎีกาข้อ (2) ข้อเท็จจริงคงได้ความตามที่ศาลอุทธรณ์กล่าวมา กล่าวคือนายน้อมได้รับ จำนอง ที่ดินพิพาทนี้โดยทางทะเบียนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ส่วนจำเลยที่ 3 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททางครอบครอง แต่มิได้จดทะเบียน สิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนเช่นนี้จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก (ฝ่ายโจทก์ผู้รับ จำนอง ) ผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตย่อมไม่ได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 แม้ถึงหากจะฟังว่า จำเลยที่ 1, 2 เอาความเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานว่าโฉนดหายจนได้รับใบแทนโฉนดมาแล้วเอาไป จำนอง ก็ดี เมื่อผู้รับ จำนอง มิได้รู้เห็นในเรื่องนี้ด้วยหากแต่รับ จำนอง ไว้โดยสุจริตเช่นนี้ ก็ไม่ทำให้สิทธิของผู้รับ จำนอง ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือฝ่ายผู้รับ จำนอง ยังมีสิทธิฟ้องบังคับ จำนอง โดยยึดที่ดิน จำนอง ขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2500 นางผ่อง รุ่งสว่าง โดยส่วนตัว ที่ 1 ในฐานะเป็นมารดาผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์ ด.ญ.บุญเรือง รุ่งสว่าง ที่ 2 ด.ญ.ลำพอง รุ่งสว่าง ที่ 3 ด.ญ.รำพึง รุ่งสว่าง ที่ 4 โจทก์ ด.ช.ธำรง รุ่งสว่าง ที่ 5 ผู้เยาว์ โจทก์ นายยิ้ม โพธิ์อยู่ ที่ 1 นางทองดี สุดใจ ที่ 2 จำเป.วิ.พ. ม. 55 , ม. 56 ป.พ.พ. ม. 15 , ม. 24 , ม. 1299 , ม. 728