ฎีกาที่ 1685/2500
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 63
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ในคดีที่บุคคลตั้งแต่สองขึ้นไปกระทำความผิดอย่างเดียวกัน ท่านให้ถือว่าบรรดาผู้ที่ได้ลงมือกระทำความผิดนั้น เป็นตัวการ แลอาจลงอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นแก่มันทุกคน เหม...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 250
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดฆ่าคนโดยเจตนา ต้องตามลักษณอย่างใดที่กล่าวต่อไปในมาตรานี้ คือ (1) ฆ่าเจ้าพนักงานผู้ประจำหน้าที่ หรือฆ่าเพราะเหตุที่กระทำการตามหน้าที่ก็ดี (2) ฆ่าบิดามารดา หรือฆ่าญาติที่สืบสายโ...
- รวมฉบับ
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 301
พ.ศ. 2478 · effective_date
ถ้าคนตั้งแต่สามคนด้วยกันขึ้นไป และมันมีศาสตราวุธแม้แต่คนเดียวก็ดี กระทำการชิงทรัพย์ ท่านว่ามันมีความผิดฐานเป็นโจรปล้นทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีขึ้นไปจนถึงสิบห้าปี ถ้าในกา...
ย่อสั้น
ฟ้องโจทก์กล่าวว่าจำเลยกับพวกได้สมคบกันมีอาวุธปืนและไม้ฆ้อนเป็นศาสตราวุธตียิงทำร้ายร่างกายนายกุ่นและนายมาเป็นบาดแผลถึงบาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้โดยจำเลยประสงค์จะเอาทรัพย์แล้วจำเลยกับพวกได้ปล้นเอาทรัพย์ของนายกุ่นนายมาไป ฯลฯนายกุ่นได้ถึงแก่ความตายโดยพิษบาดแผลที่ถูกทำร้าย ฯลฯดังนี้เห็นได้ชัดว่าฟ้องโจทก์บรรยายถึงแต่เรื่องปล้นทรัพย์และเจ้าทรัพย์ถูกทำร้ายมีบาดเจ็บสาหัสและถึงตาย มิได้ระบุว่าจำเลยมีเจตนา ฆ่า เจ้าทรัพย์เลย จะอ้างว่าโจทก์ได้ใส่หัวเรื่องในข้อหาฐานความผิดว่าสมคบกันทำการปล้นทรัพย์และ ฆ่า คนตายโดยเจตนามาประกอบฟ้องให้เข้าเกณฑ์ความผิดตามมาตรา 250 ก็ไม่ได้ เพราะหัวเรื่องนั้นไม่เรียกว่าบรรยายฟ้อง ดังนี้แม้โจทก์จะอ้างบทมาตรา 250 มาด้วยก็ดี ก็ลงโทษจำเลยตาม มาตรา 250 ไม่ได้ เพราะจำเลยเข้าใจข้อหาแต่เพียงว่าการปล้นทรัพย์ของจำเลยได้ทำให้เจ้าทรัพย์มีบาดเจ็บสาหัส เมื่อไม่ปรากฏในสำนวนเลยว่าจำเลยเป็นคนคนเดียวกับในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ทั้งไม่ปรากฏว่าได้ต้องโทษอยู่ในคดีดังกล่าว และจำเลยก็มิได้ให้การรับ ดังนี้จึงนับโทษต่อให้ไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกที่หลบหนีมีอาวุธปืนและไม้ฆ้อนเป็นอาวุธ สมคบกันทำการปล้นทรัพย์นายกุ่นและนายมา โดยใช้ไม้ตีและใช้ปืนยิงนายกุ่น นายมา กระสุนปืนถูกนายกุ่นและนายมาเป็นบาดเจ็บสาหัสโดยจำเลยประสงค์จะเอาทรัพย์ แล้วปล้นเอาทรัพย์ของเจ้าทรัพย์ทั้ง 2 ไป นายกุ่นได้ถึงแก่ความตายโดยพิษบาดแผลที่ถูกทำร้ายในเวลานั้นเอง ขอให้ลงโทษตามมาตรา 249, 250, 301, 63 ฯลฯ จำเลยที่ 5 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีดำที่ 1489/2497 และคดีดำที่ 1488/2497 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษต่อด้วย จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทุกคนมีความผิดตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 250, 301, 63 และแก้ไข มาตรา 7 ฯลฯ ให้นับโทษ จำเลยที่ 5 ต่อคดีดำที่ 1498/2497 คดีแดงที่ 1133/2498 จำเลยทุกคนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทุกคนมีความผิดตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 301 วรรคสุดท้ายประกอบด้วย มาตรา 63 ฯลฯ และไม่ให้นับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากคดีที่โจทก์ขอ ฯลฯ โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 250 และนับโทษจำเลยที่ 5 ต่อโทษคดีอาญาแดงที่ 1133/2498 คดีอาญาดำที่1489/2497 ศาลฎีกาเห็นว่าการฟ้องคดีอาญานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) กำหนดว่า "โจทก์จะต้องบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่าจำเลยกับพวกได้สมคบกันมีอาวุธปืนและไม้ฆ้อนเป็นสาตราวุธ ตี ยิงทำร้ายร่างกายนายกุ่นและนายมาเป็นบาดแผลถึงบาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้โดยจำเลยประสงค์จะเอาทรัพย์แล้วจำเลยกับพวกได้ปล้นเอาทรัพย์ของนายกุ่น นายมาไป ฯลฯ นายกุ่นได้ถึงแก่ความตายโดยพิษบาดแผลที่ถูกทำร้าย ฯลฯ ดังนี้จะเห็นได้ชัดว่า ฟ้องโจทก์บรรยายถึงแต่เรื่องปล้นทรัพย์และเจ้าทรัพย์ถูกทำร้ายมีบาดเจ็บสาหัสและถึงตาย มิได้ระบุว่าจำเลยมีเจตนา ฆ่า เจ้าทรัพย์เลย โจทก์คัดค้านว่าโจทก์ได้ใส่หัวเรื่องในข้อหาฐานความผิดว่าสมคบกันทำการปล้นทรัพย์และ ฆ่า คนตายโดยเจตนานั้น ไม่เรียกว่าบรรยายคำฟ้อง เมื่อไม่มีคำฟ้องบรรยายโดยชัดแจ้งเช่นนี้ แม้โจทก์จะอ้างบทมาตรา 250 มาก็ดี แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ศาลลงโทษในฐานอันเป็นอุกฤตโทษ จำเลยเข้าใจข้อหาแต่เพียงว่า การปล้นทรัพย์ของจำเลยได้ทำให้เจ้าทรัพย์มีบาดเจ็บสาหัส อนึ่ง ไม่ปรากฏในสำนวนเลยว่า จำเลยเป็นคน ๆ เดียวกับในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ทั้งไม่ปรากฏว่าได้ต้องโทษอยู่ในคดีดังกล่าวและจำเลยก็มิได้ให้การรับ จึงนับโทษต่อให้ไม่ได้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 611/2493 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1685/2500 อัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ นายพุฒ เพิ่มทอง ที่ 1 นายสุข เผ่าศรีไชย จำเลย อายุ 19 ปี) ที่ 2 นายสี คงเย็น (อายุ 20 ปี) ที่ 3 จำเลย นายธง เผ่าศรีไชย ที่ 4 นายศรีนวล สุวรรณ์ ที่ 5 จำเลย ป.วิ.อ. ม. 158 (5) กฎหมายลักษณะอาญา ม. 250 , ม. 301