ฎีกาที่ 1864-1865/2500
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
การฟ้องว่าจำเลย หมิ่นประมาท ใส่ความโจทก์ โดยโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวถ้อยคำที่ไม่เป็นคำใส่ความอยู่ในตัว โจทก์จะต้องบรรยายถึงพฤติการณ์ประกอบมาเพื่อให้เห็นว่าเป็นคำใส่ความอย่างไร และความจริงเป็นอย่างใด เมื่อฟ้องไม่บรรยายเช่นนี้ศาลมีอำนาจยกฟ้องโดยถือว่าฟ้องขาดองค์สำคัญแห่งความผิด เมื่อศาลสั่งยกฟ้องโดยเหตุผลว่าฟ้องของโจทก์ไม่มีมูลความผิด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาไป จะมาฟ้องใหม่ไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ฟ้องคดีกรรมเดียวได้หลายครั้ง
ย่อยาว
คดีสองสำนวนนี้มูลกรณีเดียวกัน ศาลฎีกาได้พิพากษารวมกันไป สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จำเลยเป็นเลขาธิการ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 18 สิงหาคม 2498เวลากลางวัน จำเลยได้จงใจกล่าวเท็จใส่ความโจทก์ให้เสียชื่อเสียงและให้คนทั้งหลายดูหมิ่น โดยกล่าวแก่นักศึกษาแต่สองคนขึ้นไปในเรื่องสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีมติให้รับนักเรียนซึ่งสำเร็จปีที่ 3โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์เข้าศึกษาในคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้นั้น ว่า "ผมเอง (จำเลย) ได้คัดค้านไม่เห็นด้วยไม่เฉพาะแต่อัสสัมชัญพาณิชย์เท่านั้น แม้พวกหนังสือพิมพ์จุฬาลงกรณ์ก็คัดค้านมาแต่ต้น และได้คัดค้านข้อเสนอที่จะให้รับนักเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์หลายครั้งแต่ในมหาวิทยาลัยพวกของขุนประเสริฐฯ (โจทก์) มีมากนัก ผมก็เลยแพ้โหวตเขา" และจำเลยได้กล่าวว่า"ถ้านักศึกษาต้องการให้ออก มันก็ต้องออกได้นะซี" อันเป็นมูลเหตุให้นักศึกษากระด้างกระเดื่องต่อโจทก์ ถึงต่อมาได้เดินขบวนประณามโจทก์ ฯลฯ จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 282 ศาลชั้นต้นพิจารณาฟ้องแล้ว สั่งว่าฟ้องไม่มีมูลความผิดตามบทกฎหมายที่อ้าง จึงสั่งไม่ประทับรับฟ้อง สำนวนหลังโจทก์ยื่นฟ้องใหม่เมื่อวันที่ 8 เดือนเดียวกัน โดยตัดทอนและเพิ่มเติมฟ้องสำนวนเสียใหม่ ศาลชั้นต้นสั่งสำนวนหลังว่า เป็นเรื่องฟ้องซ้ำกับสำนวนแรกจึงพิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ทั้ง 2 สำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยดังนี้ การฟ้องว่าจำเลยทำผิดกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 282 ฐานใส่ความให้เขาเสียชื่อเสียงนั้น คำบางคำมีความหมายแจ้งชัดอยู่ในตัวว่าเป็นคำใส่ความ แต่คำบางคำอาจมีความหมายไม่แจ้งชัดเป็นการใส่ความ จำต้องมีพฤติการณ์อย่างอื่นประกอบแสดงให้เห็นว่าเป็นคำใส่ความ ถ้อยคำในฟ้องในสำนวนแรกไม่แจ้งชัดว่าเป็นคำใส่ความอยู่ในตัว แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงพฤติการณ์ประกอบเพื่อให้เห็นว่าเป็นคำใส่ความประการใด การที่บรรยายถึงการที่นักศึกษามีปฏิกิริยาในภายหลังเป็นเพียงแสดงผลของการใส่ความ ไม่ทำให้เหตุปรากฏขึ้นได้ แม้โจทก์จะยืนยันว่าคำกล่าวนั้นเป็นเท็จ โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องว่าความจริงเป็นประการใด ยิ่งโจทก์ขอให้จำเลยพิสูจน์ความจริงตามมาตรา 284 โจทก์ก็ต้องกล่าวความจริงให้แจ้ง เมื่อศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องดังกล่าว เป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 เมื่อฟ้องของโจทก์ขาดองค์สำคัญแห่งความผิดก็ต้องยกฟ้อง ที่ศาลพิพากษาสำนวนแรกนั้นชอบแล้ว เมื่อศาลยกฟ้องแล้ว โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลตามมาตรา 161 วรรคท้าย การที่โจทก์มาฟ้องใหม่ เป็นการฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวโดยชัดแจ้ง ไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ศาลอนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีกรรมเดียวกันได้หลายครั้ง จึงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1864 - 1865/2500 ขุนประเสริฐศุภมาตรา โจทก์ ร้อยเอกฉัตร ศรียานนท์ จำเลย กฎหมายลักษณะอาญา ม. 282 ป.วิ.อ. ม. 158 , ม. 161 , ม. 39 (4)