ฎีกาที่ 999/2499
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 (ยกเลิก) มาตรา 27
พ.ศ. 2469 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 27 ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรไทยก็ดี หรือส่ง หรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพ...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 (ยกเลิก) มาตรา 31
พ.ศ. 2469 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 31 ของที่ต้องเสียค่าภาษี หรือที่ต้องจำกัด หรือต้องห้ามนั้น ผู้ใดนำ หรือยอมให้ผู้อื่นนำ หรือเกี่ยวข้องในการนำลงใน หรือออกจากเรือลำใดในทะเล หรือในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งอาจเป็นทางแก่...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พุทธศักราช 2489 มาตรา 8
พ.ศ. 2489 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 8 ให้จ่ายสินบนร้อยละสามสิบของราคาของกลางหรือค่าปรับ ให้จ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางหรือค่าปรับ ในกรณีที่ไม่มีผู้นำจับ ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผ...
ย่อสั้น
การลักลอบขนน้ำมันออกจากสถานที่เก็บซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันการค้ากำไรเกินควร พ.ศ.2490 ต่อเนื่องกับการลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศไทย เมื่อโจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นความผิดสองสำนวนและความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันการค้ากำไรเกินควรศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว ส่วนอีกสำนวนหนึ่งคือฐานนำน้ำมันออกนอกประเทศซึ่งตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าการกระทำทั้งหลายของจำเลยตั้งแต่เริ่มยักย้ายก็ด้วยเจตนาอันเดียวที่จะนำออกนอกราชอาณาจักร จึงถือว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วย ก.ม. หลายบทและไม่อาจแยกเป็นกะทงหนึ่งต่างหากได้ เมื่อจำเลยถูกลงโทษแล้ว ก็ลงโทษจำเลยอีกไม่ได้ ตาม ป.วิ.อาญา ม.39 (4) ถือว่าเป็น ฟ้องซ้ำ
ย่อยาว
คดีนี้โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยกับพวกนำน้ำมันเบนซิน 18 ปีบ ราคา 864 บาท ออกนอกราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านด่านศุลกากร และรับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตาม ก.ม.เหตุเกิดที่ ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.นครพนม ขอให้ลงโทษตาม ก.ม. จำเลยปฏิเสธข้อหาโจทก์ ศาลจังหวัดนครพนมพิจารณาแล้วฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักย้ายน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งจำเลยได้ถูกศาลลงโทษไปแล้ว แต่ไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์ ของกลางคืนจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยถึงขึ้นพยายามเอาน้ำมันออกไปนอกประเทศไทยไม่ได้รับอนุญาตและสาลอาจลง โทษได้เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิด ก.ม.หลายบทหลายกะทงต่างกรรมต่างวาระกันซึ่งโจทก์อาจจะแยกฟ้องจำเลยตามความผิดแต่ละกะทงได้ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม.27 ,31 พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2490 ม.3 ให้ปรับ 4 เท่าราคาของน้ำมันเป็นเงิน 3456 บาท แต่จำเลยอายุไม่เกิน 20 ปี ให้ลดมาตราส่วนลงโทษตาม ก.ม.อาญา ม.58 ทวิ 1 ใน 3 คงปรับจำเลย 2304 บาท ถ้าไม่เสียจัดการตาม ก.ม.อาญา ม.18 น้ำมันของกลางริบ กับให้จ่ายเงินรางวัลผู้นำจับร้อยละ 25 และสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละ 30 ของค่าปรับตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม.8 ด้วย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาประชุมปรึกษาแล้วถึงหากจะฟังเป็น+ดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยถึงชั้นพยายามนำน้ำมันเบนซินออกนอกอาณาจักรเพื่อข้ามแม่น้ำโขงไปยังฝั่งประเทศลาวก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยกเป็นประเด็นต่อสู้ว่าน้ำมันรายเดียวกันนี้จำเลยได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษเสร็จเด็ดขาดไปแล้วจำเลยไม่ควรถูกลงโทษอีกดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงโดยตลอดว่ารูปคดีเป็นเช่นไร และจะพึงแยกออกเป็นกรรมหนึ่งต่างหากได้หรือไม่ ได้ความว่าจำเลยได้ยักย้ายน้ำมันเบนซินรายนี้ 20 ปีบ จากตลาดอำเภอธาตุพนมมายังบ้านกลางน้อย บ้านกลางใหญ่ จำเลยกับพวกซึ่งคอยดักอยู่ก็เรียกรถยนต์ให้หยุดรับเอาน้ำมันทั้งหมดลงจากรถยนต์แล้วขนต่อไปยังริมแม่น้ำโขง ช่วยกันนำลงเรือชะล่า ตำรวจตามไปทันจำเลยกับพวกวิ่งหนี ส่วนเรือชะล่าซึ่งมีน้ำมันอยู่ 4 ปีบก็ถอยออกจากฝั่งราชอาณาจักรไทยข้ามแม่น้ำโขงไปยังประเทศลาว พฤติการณ์ดังนี้จึงเห็นได้ว่าการกระทำทั้งหลายของจำเลยตั้งแต่เริ่มยักย้ายน้ำมันจากตลาดอำเภอธาตุพนมนั้นก็ด้วยเจตนาอันเดียวที่จะนำออกนอกราชอาณาจักร แต่โดยที่คณะกรรมการส่วนจังหวัดป้องกันการค้ากำไรเกินควรจังหวัดนครพนมได้ประกาศห้ามมิให้ผู้ใดยักย้ายน้ำมันเบนซินทางบกในเขตจังหวัดนครพนมเกินกว่า ครั้งละ 190 ลิตรขึ้นไป โดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากประธานกรรมการหรือผู้รักษาราชการแทน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการค้า ฯ พ.ศ.2490 พนักงานอัยการจึงแยกฟ้องจำเลยในวันเดียวกันเป็นสองสำนวนคือคดีดำที่ 715/2498 ฐานยักย้ายน้ำมันเบนซินไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานนำน้ำมันเบนซินออกนอกราชอาณาจักรไทยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจำเลยปฏิเสธอันที่จริงปรากฎอยู่แล้วว่าเป็นน้ำมันเบนซินรายเดียวควรที่จะได้ฟ้องหรือพิจารณารวมกันโดยแท้ เพื่อให้ศาลชี้ขาดว่าการกระทำของจำเลยต่างกรรมต่างวาระหรือไม่ ซึ่งถ้าศาลถือว่าเป็นกรรมเดียวกันก็จะได้ลงโทษจำเลยตาม ก.ม.บทหนัก แต่โจทก์ไม่ได้ร้องขอเช่นนั้น เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้นว่าจำเลยมีเจตนาเดียวที่จะทำการยักย้ายน้ำมันเบนซินออกนอกประเทศ จึงไม่อาจแยกเป็นกะทงหนึ่งได้ ต่างหากได้ ความผิดของจำเลยต้องด้วย ก.ม.หลายบท เมื่อจำเลยถูกลงโทษแล้ว เพราะการกระทำผิดนั้น สำหรับคดีนี้ก็ลงโทษจำเลยอีกไม่ได้ตาม ป.วิ.อาญา ม.39(4) จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 999/2499 อัยการจังหวัดนครพนม โจทก์ นายบุญมี อินทรเกษา จำเลย ป.อ. ม. 70 , ม. 71 ป.วิ.อ. ม. 39 (4)