ฎีกาที่ 955/2498
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สัญญาชำระค่าเช่าล่วงหน้า 6 เดือน การชำระเงินรายเดือนเริ่มแต่ธันวาคม แม้ต่อมาผู้ เช่าซื้อ จะไม่ชำระค่าเช่าถ้ายังไม่พ้นจำนวนเดือนที่ชำระล่วงหน้าไว้ ก็ไม่ผิดนัด
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินค่า เช่าซื้อ โรงพิมพ์ของโจทก์ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ เช่าซื้อ จากโจทก์ตามสัญญาท้ายฟ้องสำหรับงวดเดือนเมษายน 2494 จนถึงวันฟ้อง คือวันที่ 27 กรกฎาคม 2494 อันเป็นการผิดนัดเกินกว่า 2 งวดติดกัน โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ กับจำเลยเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2494 ให้จำเลยส่งมอบทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์ จำเลยกลับอ้างว่าไม่ได้กระทำผิดสัญญาจึงขอให้ศาลพิพากษาว่า สัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2491 เป็นอันเลิกต่อกัน บังคับให้จำเลยส่งมอบทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ คืน และชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระงวดเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2494 และค่าเสียหายอีกเดือนละ 5,000 บาทจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์สิน จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำผิดสัญญา โดยที่การชำระเงินค่า เช่าซื้อ รายเดือนนั้น ตามทางปฏิบัติระหว่างโจทก์จำเลยโจทก์เป็นฝ่ายไปเรียกเก็บจากบริษัทจำเลย และโจทก์ได้เรียกเก็บไม่สม่ำเสมอบางคราวสองเดือนครั้งและสามเดือนครั้งก็เคยมีทั้งไม่มีกำหนดวันเวลาแน่นอน สุดแต่ใจโจทก์เป็นเกณฑ์ ทั้งนี้เป็นด้วยเมื่อโจทก์ทำสัญญาให้จำเลย เช่าซื้อ โรงพิมพ์แล้ว จำเลยก็ได้รับโจทก์กลับเข้าเป็นผู้จัดการดูแลโรงพิมพ์ฐานนายจ้างและลูกจ้างต่อกันโดยอนุญาตให้โจทก์อาศัยอยู่ในโรงพิมพ์เช่นที่โจทก์เคยอยู่มาแต่เดิมด้วย โดยเฉพาะที่โจทก์หาว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ งวดเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2494 สามงวดนี้เป็นเพราะโจทก์ไม่ไปขอรับหรือบอกกล่าวให้จำเลยชำระ แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ได้รับเงินล่วงหน้าไว้จากจำเลยตามสัญญาข้อ 2 ถึง 6 เดือนเดือนละ 5,000 บาทอันได้ตกลงกันเผื่อไว้ให้เป็นสำรองประกันเงินที่จะส่งตามรายเดือนสำหรับว่าจำเลยอาจขาดชำระไปบ้าง โจทก์จะได้หักเอาได้อยู่แล้วเมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิเลิกสัญญากับจำเลย ดังนี้ ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย ค่าเสียหายที่เรียกร้องก็มากมายเกินสมควรทั้งโจทก์ดำเนินคดีทางขอเลิกสัญญา ย่อมไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยส่งค่า เช่าซื้อ รายเดือนที่จำเลยยังมิได้ชำระ ศาลแพ่งทำการพิจารณาแล้ว เห็นว่าจำเลยมิได้ผิดนัดผิดสัญญาจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ทางพิจารณาได้ความว่าโจทก์จำเลยได้ทำสัญญากันเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2491 จำเลยเป็นผู้ เช่าซื้อ โรงพิมพ์ฐิติวณิช พร้อมทั้งที่ดินและเครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งอยู่ที่ตำบลเสาชิงช้า พระนคร เลขที่ 102, 104 จากโจทก์ราคา 350,000 บาท โจทก์ตั้งประเด็นมาว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินค่า เช่าซื้อ สองคราวติด ๆ กัน โจทก์จึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์จำเลยเป็นที่เข้าใจได้ว่า การเรียกเก็บเงินค่า เช่าซื้อ รายนี้โจทก์ได้ยินยอมเป็นฝ่ายเรียกเก็บและสถานที่ที่จะไปเก็บก็คือบริษัทจำเลยปากคลองตลาดประเด็นเรื่องผิดนัดอยู่ที่ว่าจำเลยมิได้ชำระค่า เช่าซื้อ สำหรับเดือนมีนาคมเมษายน และพฤษภาคม 2494 ศาลอุทธรณ์เห็นว่าที่โจทก์มอบฉันทะให้นายสุนทรไปรับเงินนั้น ในใบมอบฉันทะไม่ระบุว่ามอบฉันทะให้ไปรับเงินกี่เดือน เจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงจ่ายไปให้แต่เพียงค่า เช่าซื้อ สำหรับเดือนเดียว นอกนั้นผัดให้ตัวโจทก์มารับเอง เพื่อจะได้พูดกันเรื่องที่จำเลยจะขอซื้อโรงพิมพ์ขาดจากโจทก์และนายสุนทรผู้รับมอบฉันทะก็ยังหนุ่มมาก เพียงเท่านี้ยังฟังว่าจำเลยผิดนัดไม่ได้ แม้จะฟังว่าผิดนัดก็เป็นการผิดนัดเพียงคราวเดียวแต่ไม่เท่านั้นโจทก์ได้เก็บค่าเช่าล่วงหน้าไว้จากจำเลยตั้งแต่ก่อนเริ่มปฏิบัติสัญญาถึง 6 เดือน เดือนละ 5,000 บาท และในสัญญาข้อ 4 จำเลยมีสิทธิผ่อนชำระรวมเวลาทั้งสิ้นถึง 70 เดือน ก็ถ้าจะให้เงิน 30,000 บาท นี้เป็นราคาที่ให้กันเด็ดขาดล่วงหน้าเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก ก็จะไม่ระบุว่าเป็นเงินล่วงหน้าเกี่ยวกับเดือนเลยและเมื่อให้ล่วงหน้าไว้ 6 เดือน ก็ต้องเข้าใจว่าเป็นประกันสำหรับเดือนต่อ ๆ ไป ซึ่งบางเดือนอาจมิได้เรียกเก็บหรือชำระกันให้ยืดไปได้ถึง 70 เดือน ตามสัญญาข้อ 1 นั้นเอง และเป็นการสอดคล้องกับพยานบุคคลของโจทก์ที่ว่าได้ตกลงเป็นที่เข้าใจกันดังนี้ด้วย จำเลยก็ไม่ผิดนัดอีก ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาคดีแล้ว โจทก์จำเลยได้ตกลงทำสัญญากันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า ข้อ 1 "ฯลฯ ผู้ให้ เช่าซื้อ ตกลงให้ผู้ เช่าซื้อ เช่าซื้อ ทรัพย์สินเหล่านี้ทั้งหมดรวมราคาทั้งสิ้น 350,000 บาท (สามแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) โดยตกลงให้ผู้ เช่าซื้อ ผ่อนชำระเงินค่า เช่าซื้อ เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท(ห้าพันบาทถ้วน) รวม 70 เดือน เมื่อผู้ เช่าซื้อ ชำระเงินค่า เช่าซื้อ ครบ 70 เดือนแล้วเมื่อใดผู้ให้ เช่าซื้อ ยอมให้ทรัพย์สินที่ได้ เช่าซื้อ ทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ เช่าซื้อ ทันที ฯลฯ" ข้อ 2 "ในการ เช่าซื้อ ทรัพย์สินรายนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าผู้ เช่าซื้อ จะต้องชำระเงินล่วงหน้า 6 เดือน เดือนละ 5,000 บาท (ห้าพันบาทถ้วน) รวมเป็นเงิน 30,000 บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) แก่ผู้ให้ เช่าซื้อ ในวันทำสัญญานี้ การชำระเงินรายเดือนให้เริ่มแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2491" ข้อความในสัญญามีดังนี้ เป็นที่เห็นได้ชัดว่า จำเลยมีสิทธิผ่อนชำระเงินค่า เช่าซื้อ เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท รวม 70 เดือนฉะนั้น การที่จำเลยตกลงชำระเงินล่วงหน้า 6 เดือน ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญานั้น จึงเป็นการชำระหนี้ให้โจทก์ไว้เป็นการล่วงหน้าก่อนถึงวันถึงกำหนดชำระหนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้จะฟังว่าจำเลยได้งดเว้นยังไม่ได้ชำระค่า เช่าซื้อ ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน จะถือว่าจำเลยผิดนัดเงินค่า เช่าซื้อ สองคราวติด ๆ กันยังไม่ได้ เพราะจำเลยได้ชำระเงินค่า เช่าซื้อ ไว้ล่วงหน้าแล้วถึง 6 เดือน และระยะเวลานั้นยังไม่ได้ล่วงพ้นไป หนี้ของจำเลยที่จะต้องชำระตามข้อสัญญาจึงยังไม่มีถึงกำหนด ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้ยกฎีกาโจทก์ ให้โจทก์เสียค่าทนายความในชั้นนี้อีก 3,000 บาท แทนจำเลยด้วย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 955/2498 นายเครือ หรือเครือวัลย์ วงศ์สกุล โจทก์ บริษัทการพิมพ์ทหารผ่านศึก จำกัด จำเลย ป.พ.พ.