ฎีกาที่ 369/2498
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 28
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ทรัพย์อย่างใด ๆ ที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ถ้าผู้ใดทำ หรือใช้ หรือมีไว้ หรือขาย หรือทอดตลาดเป็นความผิดนั้น ท่านให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของ ๆ ผู้กระทำผิด หรือมิใช่ แลมิให้ถือเอาเหต...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 63
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ในคดีที่บุคคลตั้งแต่สองขึ้นไปกระทำความผิดอย่างเดียวกัน ท่านให้ถือว่าบรรดาผู้ที่ได้ลงมือกระทำความผิดนั้น เป็นตัวการ แลอาจลงอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นแก่มันทุกคน เหม...
- รวมฉบับ
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 131
พ.ศ. 2484 · effective_date
ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ท่านใช้ให้มีหน้าที่จัดซื้อ หรือทำ หรือปกครองรักษาทรัพย์สิ่งใดใด ถ้ามันมิได้มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายแลมันยักยอกเอาทรัพย์สิ่งนั้น ๆ ไปเป็นของมันเสียก็ดี...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 142
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
เจ้าพนักงานคนใดท่านใช้ให้มีหน้าที่สืบเสาะ ไต่สวน หรือฟ้องคดีที่มีความผิดต่อพระราชกำหนดกฎหมาย แลมันเพทุบายกระทำการที่ไม่ควรจะกระทำ หรือเว้นการที่ไม่ควรเว้น ด้วยเจตนาจะช่วยผู้ผิดมิให...
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริตสมคบกันยักยอกทองคำแท่งที่หนี ภาษี ได้แล้วปล่อยผู้ต้องหาไปดังนี้แม้ทางพิจารณาจะปรากฏว่ามิใช่ทองคำแท่งที่หนี ภาษี มาก็ดีก็ยังไม่เรียกว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาต่างกับฟ้องเพราะทองคำของกลางจะเป็นของหนี ภาษี หรือไม่ไม่สำคัญและคดีนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดินอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องและเมื่อจำเลยรับทองของกลางจากผู้ต้องหาแล้ว เจตนาทุจริตยักยอกไปเป็นประโยชน์ของตนเสียก็เป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์แล้ว จำเลยจะส่งจำหน่ายทองของกลางนั้นต่อไปอย่างไรไม่สำคัญ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามเป็นตำรวจประจำการอยู่สถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีราชาได้สมคบกันจับกุมตรวจค้นนายหยุดในคดีหาว่านายหยุดลักลอบหนี ภาษี นำทองคำเข้ามาในประเทศ แล้วสมคบกันยักยอกทองคำแท่งที่จับได้ 60 แท่งราคา 308,550 บาท นอกนั้นคืนให้นายหยุดและปล่อยตัวไป ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 131, 142, 63, 28 และแก้ไขฯ มาตรา 3 กับขอให้ริบของกลาง จำเลยทุกคนปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทุกคนผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 131 และแก้ไขมาตรา 3 และมาตรา 142 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 3 ปี จำเลยที่ 2-3 คนละ 2 ปี ลดให้จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 59 เสีย 1 ใน 3 คงจำไว้2 ปี ของกลางโจทก์สืบไม่ได้ว่าควรริบอย่างใดให้คืนแก่เจ้าของ อัยการโจทก์และจำเลยที่ 1, 2, 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 เป็นข้อกฎหมายในข้อ ก. และ ค. คือโจทก์ฟ้องว่าจำเลยสมคบกันทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกทองคำที่หนี ภาษี แต่ทางพิจารณาได้ความว่าทองคำของกลางเป็นของนายเว่งกี่ มิใช่ทองคำที่หนี ภาษี ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจึงต้องกับฟ้อง และคดีนี้ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้เสียหายโจทก์ฟ้องจำเลยไม่ได้ และศาลสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 3 ในปัญหาข้อกฎหมายข้อ 3 ข้อเดียวคือเมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกได้ส่งมอบทองให้พ้นตำรวจตรีจันทรผู้บังคับบัญชาแล้ว การครอบครองทรัพย์นั้นก็ขาดตอนไป การที่จำเลยได้รับแจกทองจาก พ.ต.ต.จันทรจะถือว่าเป็นความผิดนับเนื่องจากการกระทำครั้งแรกว่าเป็นการยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 131 นั้นไม่ชอบ ควรเป็นความผิดฐานรับของโจรซึ่งโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องและไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้ว เพราะคดีนี้จำเลยฎีกาได้เฉพาะข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อแรกนั้นสาระสำคัญในฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริตสมคบกันยักยอกทองคำแท่งแล้วปล่อยตัวผู้ต้องหาไป ส่วนทองคำแท่งของกลางจะเป็นของหนี ภาษี หรือไม่ ๆ สำคัญ แม้ทางพิจารณาจะปรากฏว่ามิใช่ทองคำแท่งที่หลบหนี ภาษี มาก็ดี ไม่เรียกว่าต่างกับฟ้อง ส่วนที่จำเลยค้านว่าไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้เสียหายนั้นคดีนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดินอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 นั้นเห็นว่า เมื่อจำเลยรับทองคำจากนายหยุดแล้วเจตนาทุจริตยักยอกทองคำนั้นไว้เป็นประโยชน์ตนเสียก็เป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์นั้นไว้โดยบริบูรณ์แล้วจำเลยจะส่งจำหน่ายทองคำแท่งนั้นต่อไปอย่างไรไม่สำคัญ พิพากษายืนให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 1-3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 369/2498 อัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ ส.ต.ต.ปรีชา ที่ 1 พลฯถวิล ที่ 2 พลฯประสาร ที่ 3 จำเลย กฎหมายลักษณะอาญา ม. 131 , ม. 142 ป.วิ.อ. ม. 192