ฎีกาที่ 2095/2497
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อนำที่พิพาทที่ถูกเวนคืนไปปลูกฉางข้าวให้เช่าแม้ข้างฉางนั้นจะมีถนนโรยหินเชื่อมถนนซึ่งสร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ของพ.ร.ก.เวนคืนฯ 2472 ดังนี้หาเรียกว่าได้ทำที่พิพาทเป็นถนนขึ้นแล้วตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.เวนคืนฯ 2472 ไม่ ต้องคืนที่พิพาทให้แก่เจ้าของ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดิน ของโจทก์โฉนดที่ 2189 ได้ถูกเวนคืนโดยพ.ร.ก.เพื่อสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์และสร้างคมนาคมเชื่อมจังหวัดพระนครและธนบุรีเป็นเนื้อที่ 3 งาน 56 ตารางวา โดยโจทก์ไม่ได้รับราคาสำหรับ ที่ดิน เพราะต้องห้ามตามมาตรา 3 อนุมาตรา 3 แห่งพ.ร.ก.ดังกล่าว ที่ดิน ดังกล่าวทางราชการใช้ทำถนนเพียง 36 ตารางวา ส่วนที่เหลือประมาณ 3 งาน 21 ตารางวาคงปล่อยทิ้งเป็นที่ว่างไม่ได้จัดทำตามวัตถุประสงค์แห่งกฎหมายแต่อย่างใด ปรากฏตามแผนที่ท้ายฟ้อง ขอให้ศาลบังคับคืนแก่โจทก์ กระทรวงมหาดไทยตัดฟ้องว่าโฉนดเลขที่ 2189 รายนี้โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ เพราะศาลแพ่งได้พิพากษาให้โจทก์โอนขายให้แก่นางประทุมตามคดีแดงที่ 184/2488 และปัจจุบันกรรมสิทธิ์ตกทอดไปยังนางไพโรจน์ ปัจจุสานนท์ โดยนางประทุมขายให้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืน ที่ดิน รายนี้ได้ถูกเวนคืนเพื่อตัดถนนตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อ ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ฯ 2472 กรรมสิทธิ์ตกเป็นของรัฐบาลและปัจจุบันก็ตกอยู่ในความครอบครองดูแลของเทศบาลนครธนบุรี โจทก์ไม่มีทางเรียกคืน ต่อมานางไพโรจน์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า ที่ดิน ที่โจทก์ฟ้องเป็นของผู้ร้องตามคำพิพากษาฎีกาในคดีแดงที่ 184/2484 โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ ศาลอนุญาตให้นางไพโรจน์เข้าเป็นจำเลยร่วม คดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลฎีกาพิพากษาโดยคำพิพากษาฎีกาที่ 222/2495 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์เสนอขาย ที่ดิน ให้แก่พระยาราชพินิจจัยนั้นทั้งสองฝ่ายได้รู้และได้เข้าใจกันอย่างแจ่มแจ้งว่า ที่ดิน ตามโฉนดที่ 2189 นั้น เนื้อที่ส่วนหนึ่งได้ถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของรัฐบาลแล้วโดยการเวนคืน ตามข้อกฎหมายจักต้องถือว่าในขณะที่ถูกเวนคืนนั้น โจทก์มี ที่ดิน อยู่ 2 แปลงแปลงหนึ่งได้ถูกเวนคืนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของรัฐบาลแล้ว อีกแปลงโจทก์คงถือกรรมสิทธิ์ต่อมาจนถูกศาลบังคับให้โอนขายให้แก่พระยาราชพินิจฉัยศาลฎีกาจึงเห็นว่า หาก ที่ดิน ที่ถูกเวนคืนไปนั้น รัฐบาลมิได้ใช้ประโยชน์ใน ที่ดิน ส่วนใดตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้รัฐบาลต้องโอนคืนให้แก่ผู้ถูกเวนคืน พิพากษาให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามนับดังกล่าวมานี้ ศาลแพ่งทำการพิจารณาใหม่ วินิจฉัยว่ารัฐบาลได้จัดทำถนนลงในที่พิพาทอันเป็นถนนบริเวณสะพานแล้ว พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกคืน ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยคืน ที่ดิน ภายในรูปเส้นสีเขียวตามแผนที่ท้ายฟ้อง (ที่โจทก์ฟ้องเรียกคืน) ให้แก่โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าที่พิพาทภายในรูปเส้นสีเขียวตามแผนที่ท้ายฟ้องเทศบาลนครธนบุรีได้ให้บริษัทข้าวไทยฯ เช่าไปปลูกโรงเก็บของหรือฉางข้าวขึ้นใช้ในกิจการของบริษัทข้าวไทย มีโรงกุดังปลูกเกือบเต็มเนื้อที่ แม้ด้านข้างโรงกุดังทางทิศตะวันออกมีถนนโรยหินเชื่อมกับถนนบริเวณสะพาน ดังนี้แสดงให้เห็นว่าที่พิพาทภายในรูปเส้นสีเขียวหาได้ทำเป็นถนนขึ้นตามวัตถุประสงค์ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อ ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์เชื่อมจังหวัดพระนครและธนบุรี พ.ศ. 2472 นั้นแต่อย่างใดไม่ ฝ่ายจำเลยเองก็มิได้โต้แย้งหรือนำสืบแสดงแผนที่คัดค้านแผนที่ที่โจทก์ระบุอ้างต่อศาลอย่างไร เป็นแต่กล่าวคลุม ๆ ว่าไม่ยอมรับรองแผนที่ของโจทก์ แต่ก็มิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2095/2497 เจ้าจอมพิศว์ ในรัชกาลที่ 5 โจทก์ กระทรวงมหาดไทย จำเลย โดยนายควง อภัยวงศ์ รัฐมนตรีว่าการ จำเลย จำเลยร่วม จำเลย นางไพโรจน์ ปัจจุสานนท์ จำเลย พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างปฐมบรมราชนุสรณ์และสร้างคมนาคมเชื่อมจังหวัดพระนครและธนบุรี พ.ศ.2472