ฎีกาที่ 414/2496
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 วรรคท้าย จะบัญญัติไว้ว่า คำสั่งของศาลที่สั่งงดการบังคับคดีไว้ภายในระยะเวลาที่เห็นสมควร นั้น คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุดก็ตามแต่ถ้าคู่ความจะอุทธรณ์หรือฎีกาขึ้นมาว่า ศาลนำเอามาตรา 293 มาใช้บังคับไม่ถูกต้อง เพราะกรณีมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของวรรคแรกแห่งมาตรานั้นเช่นนี้คู่ความนั้นย่อมอุทธรณ์ฎีกาได้อย่างเดียวกันกับบทบัญญัติที่ห้ามอุทธรณ์คดีมโนสาเร่แม้ศาลชั้นต้นจะชี้ขาดว่าเป็นคดีมโนสาเร่ และพิพากษาให้คู่ความฝ่ายหนึ่งแพ้คดีไปแล้วคู่ความฝ่ายนั้นก็ย่อมจะอุทธรณ์โต้เถียงได้ว่าคดีนั้น หาใช่คดีมโนสาเร่ไม่ ศาลจะสั่งงดการบังคับคดีไว้ตามมาตรา 293 ได้โดยเหตุ'ที่ตนได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นคดีเรื่องอื่นในศาลเดียวกันนั้นฯลฯ เพราะสามารถจะหักกลบลบหนี้กันได้' แสดงให้เห็นว่า การฟ้องคดีใหม่นั้นต้องเป็นการฟ้องเรื่องอื่น ซึ่งเมื่อชนะคดีแล้ว อาจนำเอาหนี้ตามคำพิพากษานั้นมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเรื่องแรกได้ ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 3 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในฐานะผู้ ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ครั้นโจทก์บังคับคดีเอากับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ไปฟ้องโจทก์ขอให้ศาลแสดงว่า จำเลยหลุดพ้นจากฐานะผู้ ค้ำประกัน ดังนี้ไม่ใช่เป็นการฟ้องคดีเรื่องอื่น จึงไม่อาจจะบังคับตามมาตรา 293 ได้
ย่อยาว
คดีนี้ เดิมโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อศาลมีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ จำเลยที่ 2-3-4 ในฐานะผู้ ค้ำประกัน ยอมใช้เงินให้โจทก์ 609,178 บาทใน 1 เดือน และดอกเบี้ย ฯลฯ ศาลได้พิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ครบกำหนดแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามยอม โจทก์จึงขอบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้ง 4 คน และนำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึด อ้างว่าขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ก่อน โต้เถียงกันถึงขั้นศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อน หากไม่พอจึงให้บังคับเอาจากผู้ ค้ำประกัน ต่อมาโจทก์บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แล้วได้ไม่พอ จึงร้องต่อศาลให้สั่งกองหมายขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ซึ่งโจทก์ได้ยึดไว้แล้วนั้นต่อไป จำเลยคัดค้านให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นสั่งให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เพื่อใช้หนี้โจทก์ จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้สั่งงดการขายทรัพย์ของจำเลยที่ 3 โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 3 ได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งเป็นคดีดำที่ 1283/2494 ขอให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหน้าที่ผู้ ค้ำประกัน แล้วซึ่งถ้าจำเลยที่ 3 ชนะคดี ก็ไม่ต้องชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาต ให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามคำสั่งเดิมแต่ให้รอการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ไว้จนกว่าคำสั่งนี้จะถึงที่สุด จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับศาลชั้นต้น ให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ไว้ จนกว่าคดีแพ่งดำที่ 1283/2494 จะถึงที่สุด โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์นำเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 293 มาใช้บังคับนั้นไม่ถูกต้อง เพราะกรณีมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของวรรคแรกแห่งมาตรานั้น ปัญหาเช่นนี้ เป็นอย่างเดียวกับบทบัญญัติที่ห้ามอุทธรณ์คดีมโนสาเร่ แม้ศาลชั้นต้นจะชี้ขาดว่าเป็นคดีมโนสาเร่ และพิพากษาให้คู่ความฝ่ายหนึ่งแพ้คดีไปแล้ว คู่ความฝ่ายนั้นก็ย่อมอุทธรณ์โต้เถียงได้ว่า คดีนั้นหาใช่คดีมโนสาเร่ไม่ ในทำนองเดียวกัน คดีนี้โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ การงดการบังคับคดีตามมาตรา 293 นั้น จะงดได้โดยเหตุ "ที่ตนได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นคดีในเรื่องอื่นในศาลเดียวกันนั้น ฯลฯ เพราะสามารถจะหักกลบลบหนี้กันได้" แสดงให้เห็นว่า การฟ้องคดีใหม่นั้นต้องฟ้องเรื่องอื่น ซึ่งเมื่อชนะคดีแล้ว อาจนำเอาหนี้ตามคำพิพากษานั้นมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ตามคำพิพากษาเรื่องแรกได้ ในกรณีนี้ศาลได้พิพากษาให้จำเลยที่ 3 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในฐานะผู้ ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์บังคับคดีจำเลยที่ 3 ได้ไปฟ้องคดีขอให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากการเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ใช่เป็นการฟ้องคดีเรื่องอื่น อนึ่งแม้จำเลยที่ 3 จะชนะคดีที่ฟ้องภายหลังนี้ ก็ไม่มีอะไรที่จะมาหักกลบลบหนี้ในคดีเรื่องนี้ได้ กรณีแห่งเรื่องนี้ไม่อาจจะบังคับตามมาตรา 293 ได้ จึงพิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 414/2496 ธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด โจทก์ บริษัทเจ้าพระยา จำกัด ที่ 1 นายชิต นภาศัพท์ ที่ 2 นายพจนา ณ ระนอง ที่ 3 นายรัตน์ เปสตันยี ที่ 4 จำเลย ป.วิ.พ. ม. 224 , ม. 293