ฎีกาที่ 1059/2491
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องอ้างว่า ได้ภารจำยอมทั้งโดยอายุความ 10 ปีและโดยนิติกรรมด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้โดยนิติกรรมก็ใช้ได้ โจทก์เป็นทายาท จำเลยเป็นทายาทและเป็นผู้จัดการ มรดก ทำสัญญาแบ่งปัน มรดก กันซึ่งตามสัญญานี้ผูกพันทางเดินรายพิพาทซึ่งอยู่ในโฉนดของจำเลยให้ตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ดังนี้ โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยในฐานะที่เป็นเจ้าของภารยทรัพย์และเป็นคู่สัญญา ในสัญญาแบ่งปัน มรดก ให้ไปจดทะเบียนทางรายพิพาทเป็นภารจำยอมได้ ภารจำยอมซึ่งเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้มาโดยทางนิติกรรมทำเป็นหนังสือ เมื่อไม่ได้จดทะเบียนก็ยังไม่บริบูรณ์ตาม มาตรา 1299 โจทก์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างจากทางเดินซึ่งตกอยู่ในภารจำยอมนั้นยังไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินติดต่อกัน ต่างได้รับ มรดก จากพระยานครราชเสนี ใช้ถนนซอยซึ่งอยู่ในที่ของจำเลยมากว่า 10 ปี และในสัญญาแบ่ง มรดก ก็มีว่า ทางเดินรายนี้อยู่ในที่ดินของจำเลย จะปิดไม่ได้ จะให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เมื่อ พ.ศ. 2487 จำเลยได้ปลูกสร้างรุกล้ำทางรายนี้และให้คนอื่นเช่าตั้งโต๊ะและเก้าอี้เป็นการกีดขวางทาง จึงขอให้จำเลยรื้อสิ่งปลูกสร้างและสิ่งกีดขวางให้คืนสภาพเดิมและให้แยกถนนซอยนั้นออกเป็นที่สาธารณะหรือให้จดทะเบียนที่ดินถนนซอยตามข้อสัญญาแบ่ง มรดก จำเลยให้การว่าทางนี้เดิมเป็นเจ้าของที่คนเดียวกัน จะนับอายุความมาใช้ในการนี้ไม่ได้ และข้อตกลงในการแบ่ง มรดก เกี่ยวกับช่องว่างรายพิพาทในสัญญาหมายความว่า ยอมให้ใช้ในฐานะเป็นเพียงทางเข้าออกโดยเฉพาะ และในระหว่างคู่สัญญาหรือผู้เช่าผู้อาศัยของคู่สัญญาฝ่ายที่มีอาณาเขตติดต่อกับที่จำเลยเท่านั้น และข้อตกลงนั้นไม่ได้จดทะเบียน ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นฟังว่า ทางพิพาทมีมา 30 ปี ไม่ใช่ทางสาธารณะเพิ่งแบ่งแยกเมื่อ พ.ศ. 2486 ยังไม่ครบ 10 ปี แต่ตามสัญญาแบ่ง มรดก ว่าจะไม่ปิดทางนี้ ยอมให้ผู้อื่นใช้เข้าออกได้การที่จำเลยให้ผู้อื่นเช่าตั้งร้าน และตั้งสิ่งกีดขวางจึงไม่ชอบพิพากษาให้จำเลยรื้อสิ่งปลูกสร้างและสิ่งกีดขวางทางเดิน ฟ้องข้ออื่นให้ยก โจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ทางรายนี้ตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์แล้ว พิพากษาแก้ให้จำเลยไปจดทะเบียนทางรายพิพาทเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นอกนั้นยืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า (1) ฎีกาข้อ 3 ที่ว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าได้ภาระจำยอมโดยอายุความ 10 ปี มิได้อ้างว่าได้มาโดยนิติกรรมนั้นปรากฏว่าฟ้องโจทก์ได้กล่าวอ้างมาทั้ง 2 ประการ (2) ตามฎีกาข้อ 4 นั้นปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการ มรดก และเจ้าของภารยทรัพย์ไปจดทะเบียนทางรายพิพาทเป็นภารจำยอม ฉะนั้นแม้จะถือว่าจะบังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการ มรดก ไม่ได้ ก็ยังคงบังคับจำเลยในฐานะเจ้าของภารยะทรัพย์ และเป็นคู่สัญญาในสัญญาแบ่ง มรดก ให้จดทะเบียนทางภารจำยอมได้ ข้อที่จำเลยว่าการจดทะเบียนจะต้องทำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายนั้นเห็นว่าจำเลยเป็นเจ้าของภารยะทรัพย์ผู้เดียว โจทก์ย่อมฟ้องขอให้บังคับจำเลยผู้เดียวได้เพราะโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาแบ่ง มรดก นั้นเองโดยตรง คดีนี้การได้ภารจำยอมของโจทก์ซึ่งเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นการได้มาโดยนิติกรรมทำเป็นหนังสือ แต่มิได้มีการจดทะเบียนจึงยังไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 โจทก์จึงจะฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้ยังไม่ได้ พิพากษาแก้คำบังคับที่ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้ยกเสียนอกนั้นยืนตาม ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1059/2491 นางประยงค์ สิงหเสนี โจทก์ คุณหญิงเจือ นครราชเสนี จำเลย ป.พ.พ. ม. 1387 , ม. 1393 , ม. 1399 , ม. 1299