ฎีกาที่ 1241/2491
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นหญิงมีสามี ไม่อาจดำเนินคดีฟ้องร้องโดยลำพังตนเองได้เท่านั้น จำเลยไม่ได้คัดค้านว่า ไม่ได้รับอนุญาตจากสามี หรือหนังสืออนุญาตใช้ไม่ได้ เพราะเหตุใด เมื่อศาลพอใจในความสามารถของโจทก์ตามหนังสืออนุญาตของสามีโจทก์ที่ติดมาท้ายฟ้องแล้วเป็นอันฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องคดี ไม่จำต้องนำสืบอีก โจทก์บรรยายฟ้องเรื่องทางจำเป็นและมีคำขอเรื่องภารจำยอมอยู่ท้ายฟ้อง แต่โจทก์มิได้บรรยายในฟ้องว่าเป็นทางภารจำยอมเพราะเหตุใด ย่อมต้องถือว่าโจทก์ฟ้องคดีในเรื่องทางจำเป็นอย่างเดียว แม้เจ้าของ ที่ดิน ซึ่งตกอยู่ในที่ล้อมจะมีทั้งสิทธิที่จะผ่าน ที่ดิน ของผู้อื่นและหน้าที่ชดใช้ค่าทดแทนให้แก่เขาก็ดี มาตรา 1349 ไม่ได้บังคับให้ปฏิบัติหน้าที่เสียก่อนแล้วจึงใช้สิทธิได้ ฉะนั้นเมื่อจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิเรียกค่าทดแทนยังไม่เรียกร้องเอาค่าทดแทนขึ้นมาในคดีนี้ คดีก็ไม่มีประเด็นจะให้ศาลวินิจฉัยถึง (อ้างฎีกา 311/2489) พิพาทกันเรื่องทางเดินวิวาทซึ่งรับกันว่า ที่ดิน ของโจทก์ตกอยู่ในที่ล้อม ที่ดิน ของจำเลยได้ล้อมอยู่ แม้โจทก์จะระบุเลขโฉนดผิด ก็ไม่เป็นการเสียหายแก่รูปคดีอย่างไร โจทก์ฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็น ศาลชั้นต้นฟังว่าเป็นทางภารจำยอมศาลอุทธรณ์ฟังว่าเป็นทางภารจำยอมและทางจำเป็นพิพากษาให้เปิดทางจำเป็นคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดิน ของโจทก์อยู่ในที่ปิดล้อมของที่สวนแปลง อื่น ๆ ไม่มีทางเดินออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ได้อาศัย ที่ดิน ของจำเลยที่ 1, 2 ซึ่งเป็นที่สวนเดินออกสู่ทางสาธารณะอันเป็นทางลัดและใกล้ เป็นเวลา 5 ปีเศษ บัดนี้จำเลยทั้งสามสมคบกันทำรั้วปิดกั้นทางเดินและชักสะพานเสีย โจทก์ได้ขอร้องให้จำเลยเปิดทางตามเดิมจำเลยปฏิเสธ จึงขอให้บังคับจำเลยทั้ง 3 รื้อสิ่งปิดกั้นไว้เปิดทางให้โจทก์เดินออกสู่ทางสาธารณะตามเดิม และขอให้ศาลแสดงว่า ที่ดิน ที่จำเลยที่ 1, 2 ตกอยู่ในภาระจำยอมซึ่งจะต้องเปิดทางให้โจทก์เดินตลอดไป จำเลยให้การว่าที่โจทก์มีทางเดินออกสู่ทางสาธารณะได้ ทางที่โจทก์ขอเปิดไม่ใช่ทางจำเป็น และตัดฟ้องว่าโจทก์เป็นหญิงมีสามี ไม่อาจดำเนินคดีฟ้องร้องโดยลำพังตนเองได้ ศาลชั้นต้นฟังว่า สามีโจทก์ได้อนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วและพิพากษาว่า ที่ดิน ของโจทก์ตกอยู่ในที่ล้อม ทางเดินใน ที่ดิน ของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะ จึงตกเป็นภาระจำยอมต้องเปิดทางให้โจทก์เดิน บังคับให้จำเลยรื้อสิ่งกีดกั้นเปิดให้โจทก์เดินออกสู่ทางสาธาาณะได้ต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า ทางวิวาทเป็นทางจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยจะเรียกค่าทดแทน โจทก์ จำเลย ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2483 โจทก์ได้ซื้อ ที่ดิน ข้างใน และใช้ทางรายพิพาทตลอดมาจนจำเลยปิดเสียเมื่อเดือนมีนาคม 2489 นอกจากทางพิพาทรายนี้ เจ้าของที่แปลงอื่นหวงห้ามไม่ยอมให้เดิน และวินิจฉัยว่า เรื่องอำนาจฟ้องจำเลยไม่ได้คัดค้านว่า โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากสามีหรือหนังสืออนุญาตใช้ไม่ได้เพราะเหตุใด ศาลเป็นที่พอใจในความสามารถของโจทก์ตามหนังสืออนุญาตของสามีที่ติดมาท้ายฟ้องแล้ว ปัญหาที่ว่าฟ้องของโจทก์จะเป็นเรื่องทางจำเป็น หรือเรื่องภาระจำยอม หรือทั้งสองอย่างนั้น แม้จะมีคำขอเรื่องภารจำยอมอยู่ท้ายฟ้องโจทก์ และมีคำว่าภารจำยอมอยู่ในหนังสือแจ้งความของทนายซึ่งติดมาพร้อมกับฟ้องก็ดี แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเป็นทางภารจะจำยอมเพราะเหตุใด ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องเรื่องทางจำเป็นอย่างเดียว และให้จำเลยเปิดทางชอบแล้ว ข้อที่จำเลยคัดค้านว่า ผู้มีสิทธิผ่าน ที่ดิน ของผู้อื่นจำต้องใช้ค่าทดแทนแก่เจ้าของ ที่ดิน ที่ล้อมอยู่เสียก่อนการผ่านนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้เจ้าของ ที่ดิน ซึ่งตกอยู่ในที่ล้อมจะมีทั้งสิทธิที่จะผ่าน ที่ดิน ของผู้อื่นและหน้าที่ชดใช้ค่าทดแทน ให้แก่เขาก็ดี มาตรา 1349 ไม่ได้บังคับให้ปฏิบัติหน้าที่เสียก่อนแล้ว จึงจะมีสิทธิได้ฉะนั้น เมื่อจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิเรียกค่าทดแทน ยังไม่ได้เรียกร้องเอาค่าทดแทนขึ้นมาในคดีนี้ คดีก็ไม่มีประเด็นจะให้ศาลวินิจฉัยถึง คดีพิพาทกันเรื่องทางวิวาทซึ่งรับกันว่า ที่ดิน โจทก์ตกอยู่ในที่ล้อม ที่ดิน จำเลยล้อมอยู่ แม้โจทก์จะระบุเลขโฉนดผิด ก็ไม่เสียหายแก่รูปคดี พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2491 นางทองสุข ชาญพินิจ โจทก์ นางชม ที่ 1 นายชิต ที่ 2 นางเช็งเหลียง ที่ 3 จำเลย ป.พ.พ. ม. 38 , ม. 1347 , ม. 1349 , ม. 132 ป.วิ.พ. ม. 1 (12) , ม. 1 (13) , ม. 56 , ม. 248