ฎีกาที่ 414/2491
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 268
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดจะเอาคนลงเป็นทาษ โดยมันใช้อุบายอย่างหนึ่งอย่างใดคือว่า มันพาคนเข้ามาในพระราชอาณาจักร์ หรือพาออกไปจากพระราชอาณาจักร์ หรือพาเอาไปจากที่แห่งใดใด เพื่อจะให้เป็นทาษก็ดี มันซื้อ หรื...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 270
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดมิได้มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่มันใช้อำนาจหน่วงเหนี่ยว หรือกักขังซึ่งคนผู้หนึ่งผู้ใดไว้ก็ดี หรือกระทำด้วยประการใดใดให้บุคคลผู้หนึ่งผู้ใดปราศจากความเป็นอิสระแก่ตนก็ดี ท่านว่าม...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 298
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดลักทรัพย์ ด้วยใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น หรือขู่เข็ญว่าจะทำร้ายเขา เพื่อเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด คือ (1) เพื่อประโยชน์ที่จะตระเตรียมการ หรือให้เป็นความสะดวกในการที่มันจะลักทรัพย์ ก็ดี...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 299
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ถ้าการชิงทรัพย์นั้น ประกอบด้วยความฉกรรจ์อย่างหนึ่งอย่างใด เช่นว่าไว้ในมาตรา 293 แลมาตรา 295 ท่านว่ามันผู้กระทำผิด ต้องรวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไปจนถึงสิบปี แลให้ปรับตั้งแต่ร้อยบ...
- รวมฉบับ
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 301
พ.ศ. 2478 · effective_date
ถ้าคนตั้งแต่สามคนด้วยกันขึ้นไป และมันมีศาสตราวุธแม้แต่คนเดียวก็ดี กระทำการชิงทรัพย์ ท่านว่ามันมีความผิดฐานเป็นโจรปล้นทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีขึ้นไปจนถึงสิบห้าปี ถ้าในกา...
ย่อสั้น
จำเลยกับพวกจับตัวผู้เสียหายไปควบคุมตัวไว้แล้วบังคับเอาเงินจากพ่อตาและภรรยาเพื่อสินไถ่ และเรียกผู้เสียหายคนอื่นอีก 6 คนมาหาว่าลักควายบังคับให้หาเงินมาให้จำเลยดังนี้ การกระทำในตอนแรกเป็นเรื่องจับตัวไปบังคับเรียกเอาค่าสินไถ่โดยตรง การกระทำในตอนหลังก็ไม่มีกริยาเป็นโจร ชิงทรัพย์ ตามความหมายของกฎหมายจึงไม่ใช่ความผิดฐาน ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันว่า จำเลยมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 301,270 แต่ให้รวมกระทงลงโทษตาม มาตรา270 ซึ่งเป็นบทหนักแต่บทเดียวโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านประการใด ดังนี้ เมื่อศาลฎีกาคงเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 270ซึ่งเป็นบทหนักอยู่แล้ว แม้จะเห็นว่าจำเลยไม่ผิดตามมาตรา 301 ด้วย ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยมีผิดฐานใดอีก เพราะลงโทษบทหนักอยู่แล้ว อัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 301,270 กับขอให้จำเลยคืนหรือใช้ทรัพย์ถ้าศาลพิพากษาว่าจำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 301 แล้ว อัยการก็ไม่มีอำนาจเรียกเงินคืนแทนผู้เสียหาย
ย่อยาว
จำเลยกับพวกมีปืนเป็นศาสตราวุธไปจับตัวนายอุทาไปควบคุมตัวไว้แล้วบังคับเอาเงินจากนายหน่อพ่อตา และนางป้อภรรยานายอุทาเพื่อสินไถ่มิฉะนั้นจะฆ่านายอุทาเสีย นายหน่อ นางป้อ นำกระบือ 1 ตัว ราคา 200 บาทกับเงินอีก 100 บาทไปให้จำเลย ๆ จึงปล่อยนายอุทากลับบ้านแล้วจำเลยกับพวกได้เรียกนายมี นายไจ๋ นายอุด นายตา นางเฟยมาหากล่าวหาว่าลักควายเขากิน ถ้าไม่เอาเงินมาให้จะฆ่าเสียคนทั้งหกเกรงกลัวจึงหาเงินมาให้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 268, 270, 298, 299, 301 กับขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 270, 301 ให้รวมกระทงลงโทษจำเลยตามมาตรา 270 ซึ่งเป็นบทหนักให้จำคุก 15 ปี ลดตามมาตรา 272 เสีย 1 ใน 3 คงจำคุก 10 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่จับตัวนายอุทาไปเป็นเรื่องบังคับเรียกเอาค่าสินไถ่โดยตรงและการที่จำเลยเรียกผู้เสียหายอีก 6 คน ไปขู่บังคับให้หาเงินมาให้ก็ไม่มีกริยาเป็นโจร ชิงทรัพย์ ตามความหมายของกฎหมาย จำเลยจึงยังไม่ผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่จะมีความผิดฐานใดนั้นไม่เป็นปัญหาในชั้นฎีกา เพราะคดีศาลล่างพิพากษาต้องกันมาให้ลงโทษจำเลยในฐานบทหนักบทเดียวเท่านั้นซึ่งโจทก์มิได้ฎีกาขึ้นมา จึงวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์อัยการไม่มีอำนาจเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนให้แก่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 แต่ในการที่จำเลยกับนายอุทาไปหน่วงเหนี่ยวกักขังและเรียกเอาสินไถ่แล้วจึงปล่อยตัวไปนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 270 จึงพิพากษาแก้ว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามมาตรา 301 ส่วนอัยการไม่มีอำนาจเรียกเงินคืนแทนผู้เสียหายนอกจากนี้คงยืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 414/2491 อัยการเชียงราย โจทก์ นายอ้าย คำวัง จำเลย กฎหมายลักษณะอาญา ม. 270 , ม. 301 ป.วิ.อ. ม. 43