ฎีกาที่ 288/2488
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การที่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งกู้เงินเขามาใช้ในกิจการค้าขายของหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมมีความผูกพันในกิจการนั้นๆ เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งรับผิดในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีอำนาจยึดทรัพย์ที่เป็นของหุ้นส่วนได้ หุ้นส่วนอื่นไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์.
ย่อยาว
โจทก์ซี่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยีดทรัพย์ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาด ผู้ร้องได้ร้องขอให้ศาลปล่อยทรัพย์ที่ยึดนั้น อ้างว่าเป็นทรัพย์ของตน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ถอนการยึดทรัพย์นั้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า โรงสีรายที่โจทก์ยึดนี้เป็นของหุ้นส่วน คือผู้ร้อง นางเหนี่ยวและขุนวิสูตรวานิชตามสัญญาเข้าหุ้นส่วนปรากฎว่า ผู้ร้องและนางเหนี่ยวลงเงินเป็นทุน ขุนวิสูตรลงแรงและเป็นผู้จัดการโรงสีขุนวิสูตรได้กู้เงินของโจทก์มาใช้ในกิจการค้าของโรงสี ต่อมาขุนวิสูตรตาย โจทก์ได้ฟ้องเรียกเงินจากจำเลยซึ่งเป็นบุตรและผู้รับ มรดก ของขุนวิสูตร ศาลฎีกาเห็นว่า ถึงแม้สัญญากู้จะทำในนามขุนวิสูตรผู้เดียว แต่เมื่อปรากฎว่าหนี้รายนี้ได้นำมาใช้ในกิจการค้าของโรงสีซึ่งขุนวิสูตรเป็นผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนอยู่กับผู้ร้อง โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ก็มีอำนาจยึดโรงสีของหุ้นส่วนได้ เพราะการที่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งกู้เงินเขามาใช้ในกิจการค้าขายของหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมมีความผูกพันในกิจการนั้น ๆ จึงพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์รายนี้ได้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 288/2488 นายฉุด แซ่ฉั่ว โจทก์ นายต้งอี่ จำเลย นายเอนก พิศรสาธร ผู้ร้องขัดทรัพย์